คอลัมนิสต์

ระวังประวัติศาสตร์ซ้ำรอย!

ระวังประวัติศาสตร์ซ้ำรอย!

22 พ.ย. 2556

ระวังประวัติศาสตร์ซ้ำรอย! : กระดานความคิด โดยน้ำเชี่ยว บูรพา

              เรื่องของมาตรการเยียวยาคุ้มครองผู้ใช้บริการกรณีสิ้นสุดสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่พ.ศ.2556 หรือประกาศเยียวยาคลื่น 1800 MHz ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่กำลัง “งานเข้า” เพราะวันดีคืนดีก็ถูกฝ่ายบริหารบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ลุกขึ้นมาฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนประกาศดังกล่าว พร้อมเรียกค่าเสียหายจากการที่ กสทช.ออกประกาศเยียวยาดังกล่าวเป็นเม็ดเงินว่า 2.75 แสนล้านบาท!

              OMG ! ความเสียหายอะไรมันจะเป๊ะเว่อร์สูงลิ่วซะขนาดนั้น!

              ทั้งนี้ ฝ่ายบริหาร กสท อ้างว่า ประกาศเยียวยา 1800 MHz ของ กสทช.ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะของ กสท และทำให้ กสท เสียผลประโยชน์จากการที่ลูกค้าภายใต้สัญญาสัมปทาน ราว 17 ล้านราย ที่บริษัทได้รับมอบมาจากคู่สัญญาเอกชนนั้น แทนที่จะโอนย้ายมาอยู่กับ กสท ตามสัญญา ก็กลับถูกโยกย้ายไปอยู่กับผู้ประกอบการเอกชนรายอื่น เพราะประกาศเยียวยาที่ว่านี้เอื้ออาทรให้

              พร้อมกับแจกแจงละเอียดยิบว่า ประกาศเยียวยาดังกล่าวขัดต่อกฎหมายใน 3 ประเด็น คือ 1.การกำหนดให้ผู้รับสัมปทานคือทรูมูฟ และดีพีซี เป็นผู้ให้บริการต่อไปในช่วงประกาศเยียวยานั้น ขัดกับบทบัญญัติ มาตรา 80 พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม เพราะผู้รับสัมปทานเหล่านี้ไม่มีสถานะเป็น Operator

              2.ประเด็นการใช้คลื่นความถี่ที่ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 46 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 (พ.ร.บ.กสทช.)

              และ 3.การให้มีการเร่งรัดโอนย้ายเลขหมายออกจากระบบเดิมนั้น ทำให้ กสท เสียหายโดยตรง ก่อนที่ กสท จะคำนวณเม็ดเงินความเสียหายเบ็ดเสร็จที่ กสทช.ต้องรับผิดชอบกว่า 2.75 แสนล้าน!

              แม้ในฟากฝั่ง กสทช และกทค.หรือ “คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม” จะยืนยัน นั่งยันว่า สิ่งที่ กทค. และ กสทช.ดำเนินการไปไม่ผิด และหากไม่ออกมาตรการเยียวยาดังกล่าวจะส่งผลต่อผู้ใช้บริการกว่า 17 ล้านเลขหมายทันที อีกทั้งตาม พ.ร.บ.กสทช.ยังกำหนดให้ทั้ง กสท และบริษัท ทีโอที ต้องนำส่งรายได้จากสัมปทานเข้ารัฐตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไปอยู่แล้ว ดังนั้นแม้จะมีสัมปทานหรือไม่มี กสท ก็ไม่มีสิทธิ์ในรายได้จากค่าสัมปทานเหล่านี้

              สำหรับผู้เขียนแล้ว ในเมื่อ กสทช.ยืนยันว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์นำคลื่นความถี่ 1800 MHz ที่สิ้นสุดสัญญาสัมปทานลงไปตั้งแต่ 15 กันยายน 2556 ไปใช้ได้อีก นอกจากส่งคืนไปให้ กสทช.นำไปเปิดประมูลในระบบใบอนุญาตแล้ว หากจะอ้างว่า เป็นมาตรการเยียวยาเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคก็ให้น่าคิดต่อไปว่า การที่ กสทช.นำเอาคลื่นไปให้ทรูมูฟ และดีพีซี ที่หาได้มีสถานะเป็น Operator แต่เป็นเพียงคู่สัญญาของ กสท เท่านั้น เป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่? เพราะหากเป็นมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก็สมควรต้องให้ Operator ที่แท้จริงคือ กสท เท่านั้น เป็นผู้ให้บริการในช่วงเปลี่ยนผ่าน ส่วน กสท.จะไปว่าจ้างคู่สัญญาเดิมอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง

              อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะไม่สามารถปรับเปลี่ยนแนวคิดของ กทค.และกสทช. ต่อการเตรียมการประมูลคลื่น 1800 MHz ที่กำลังมุ่งมั่นเดินไปสู่ระบบ 4จี ได้ และคงไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขประกาศเยียวยา 1800 MHz ใดๆ ได้อีก

              แต่สิ่งหนึ่งที่อยากฝากให้ กทค.และ กสทช.ได้ตระหนักในอนาคตอันใกล้ ก็คือ อีกเพียงปีเศษจากนี้ “คลื่นระลอกใหญ่” ในระบบดิจิตอล 2จี บนคลื่น 900 MHz ที่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มีอยู่กับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ “เอไอเอส” ก็จะสิ้นสุดลงในต้นปี 2558 (27 มี.ค.2558) ด้วยจำนวนลูกค้าที่มีในระบบมากกว่า 43 ล้านเลขหมาย ซึ่งมากกว่าระบบ 1800 MHz นี้หลายเท่าตัว

              กสทช.ได้เตรียมมาตรการรองรับการสิ้นสุดสัญญาสัมปทานดังกล่าวไว้หรือยัง หรือจะต้องรอให้สิ้นสุดสัญญาสัมปทานแล้วค่อย “ขายผ้าเอาหน้ารอด” ด้วยการออกมาตรการเยียวยาในลักษณะเดียวกันนี้อีก !

              เพราะระยะเวลาที่เหลืออีกกว่าปีเศษนั้น กทค.และ กสทช.ย่อมสามารถจะวางแผนเพื่อกรุยทางไปสู่การประมูลคลื่นความถี่ในระบบ 900 MHz โดยไม่จำเป็นต้องรอให้สัญญาสัมปทานดังกล่าวสิ้นสุดลงอีก เพราะทุกฝ่ายต่างรู้แก่ใจกันดีแล้วว่า หากรัฐและกสทช.ปล่อยให้สัญญาสัมปทานสิ้นสุดลงก่อน แล้วจึงค่อยมาพิจารณามาตรการเยียวยาหรือมาตรการรองรับ จะสร้างปัญหาอีนุงตุงนังต่างๆ ตามมาอย่างที่เป็นอยู่

              จะวางแผนนำคลื่นดังกล่าวไปประมูลควบคู่ไปดับคลื่นความถี่ 1800 MHz ก็สามารถทำได้และออกจะเป็นการดีเสียอีก เพราะไม่เพียงจะทำให้ผู้ให้บริการรายเดิม และผู้ประกอบการรายใหม่ที่ประมูลได้ มีเวลาที่จะจัดทำแผนรองรับการโยกย้าย หรือ Migrate เลขหมายมือถือในระบบเดิมไปสู่ระบบใหม่ โดยไม่ก่อให้เกิดสุญญากาศ

              จะจัดการกับโครงข่ายมือถือระบบเดิมที่ส่งมอบไปให้หน่วยงานรัฐเพื่อเจรจาขอเช่าเครือข่ายให้บริการต่อแล้วค่อยหาทาง Migrate ลูกค้าไปสู่ระบบ 3จี และ 4จีในอนาคตจะบน Platform 3 G 2100 MHz หรือ 4G- 1800 MHz ก็ย่อมสามารถวางแผนได้ล่วงหน้า

              เท่าที่ทราบ ผู้บริหารเอไอเอสอย่าง สมประสงค์ บุญยะชัย และดร.วิเชียร เมฆตระการ เองก็ตอบรับพร้อมเจรจากับ กสทช.ล่วงหน้าถึงการหามาตรการรองรับก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทานมือถือระบบ 900 MHz เพราะไม่ต้องการเผชิญทางตันแบบเดียวกับมือถือระบบ 1800 MHz

              เตือนกันไว้ล่วงหน้ากันขนาดนี้ หากถึงเวลาแล้วยังปล่อยให้เกิด “สุญญากาศ” ในระบบ 2.5จี บนคลื่นความถี่ 900 MHz ได้อีก ก็ไม่รู้จะมีองค์กรอย่างนี้ไว้ทำไมแล้ว