
ทุกฝ่ายต้องรับคำตัดสินศาลรธน.
ทุกฝ่ายต้องรับคำตัดสินศาลรธน. : บทบรรณาธิการประจำวันที่21พ.ย.2556
องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน ได้วินิจฉัยคำร้องของหลายคณะบุคคล ประกอบด้วย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหา กับคณะ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กับคณะ นายสาย กังกเวคิน ส.ว.ระยอง กับคณะ และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กับคณะ กรณีประธานรัฐสภา และรองประธานรัฐสภา ร่วมกับส.ส.และส.ว. 312 คน เข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.ไม่ชอบถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 พร้อมพ่วงขอให้ยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องด้วย
คณะตุลาการได้ตัดสินด้วยมติ 6 ต่อ 3 ขัดมาตรา 122, 123, 125, 126 และ 291 ซึ่งมาตราเหล่านี้บัญญัติไว้ว่า สมาชิกรัฐสภาต้องทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ได้ปฏิญาณต่อที่ประชุมว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต การดำเนินกิจการของสภาต้องเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงการกดบัตรลงคะแนนแทนกันเป็นสิ่งกระทำไม่ได้ นอกจากนี้มีมติ 5 ต่อ 4 ขัดมาตรา 68 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองและการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่าไม่ถึงขั้นต้องสั่งยุบพรรค ซึ่งคำวินิจฉัยฉบับเต็มได้ระบุถึงพฤติกรรมและพยานหลักฐานทุกประเด็นไว้อย่างชัดเจน
ปัญหาการเมืองไทยที่มีความขัดแย้งแตกแยก ปัจจัยหนึ่งก็มาจากการไม่ยอมรับระบบ กล่าวหากันไปมาว่าสองมาตรฐาน แม้แต่องค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรมก็ถูกผลักให้ไปอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพียงเพราะการปฏิบัติและการวินิจฉัยตัดสินคดีความไม่ถูกใจของอีกฝ่าย มีการขุดคุ้ยพฤติกรรมของบุคคลในองค์กรหรือโยงที่มาที่ไปให้กลายเป็นบุคคลที่ไม่เป็นกลาง เพียงเพื่อใส่ข้อหาให้เห็นว่าคำตัดสินนั้นไม่ยุติธรรม นอกจากนี้ยังนำสิ่งที่ตนเชื่อแต่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ไปผูกปมใส่เข้าในความคิดของแนวร่วมเพื่อสร้างพลังของมวลชน พร้อมทั้งตอกย้ำทุกครั้งทุกโอกาสเพื่อให้เกิดความชอบธรรมในสิ่งที่พูดกล่าวหา ถ้าบ้านเมืองอยู่ด้วยความเชื่อจากคำกล่าวหาโดยไม่สนใจข้อเท็จจริงตามหลักฐานคงเดินเข้าสู่ความเสื่อม
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำชี้ขาดออกมาแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกใจทุกฝ่าย แต่เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับที่ผลตัดสินผูกพันทุกองค์กร อีกทั้งจากเหตุผลและหลักฐานต่างๆ ที่ศาลได้แจกแจงไว้นั้นเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีพฤติกรรมและเจตนาอย่างที่ศาลได้อ่านถ้อยแถลงคำวินิจฉัยกลางไปแล้ว ถ้าฝ่ายรัฐสภายังบิดเบือนไม่ยอมรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ 312 ส.ส.และส.ว.ที่ออกมาแสดงจุดยืนนั้น จะทำให้ประเทศวนเวียนอยู่ในจุดวิกฤติ ท่ามกลางความตึงเครียดของสองกลุ่มผู้ชุมนุมที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงได้ การไม่ยึดระบบและกระบวนการของศาลเท่ากับยึดเอาตามใจชอบที่ฝ่ายตนต้องการเท่านั้น นั่นจะฉุดประเทศไปสู่ความเสียหาย ต่อไปก็คงไม่มีฝ่ายใดเล่นตามกฎกติกา และความแตกแยกคงยากเยียวยาประสานได้



