
ประชาธิปไตยไม่เบ่งบานนักการเมือง(ยัง)ไร้สำนึก
ประชาธิปไตยไม่เบ่งบานนักการเมือง(ยัง)ไร้สำนึก : บทบรรณาธิการประจำวันที่17พ.ย.2556
หลายฝ่ายร่วมหาทางออกให้แก่ประเทศไทยกับวิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญ ที่ผู้คนนับแสนนับล้านร่วมเคลื่อนไหวคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง แม้สมาชิกวุฒิสภาจะไม่รับหลักการและส.ส.ยืนยันไม่แตะต้องร่างดังกล่าวอีกต่อไป แต่การชุมนุมก็ยังไม่ยุติลงเพราะผู้ทรงเกียรติซีกรัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังมิได้แสดงออกถึงความรับผิดชอบ ทั้งที่ถูกมองว่าขาดความชอบธรรม ความรับผิดชอบในการบริหารประเทศ และที่ผ่านมาการบริหารงานของรัฐบาลได้ก่อปัญหาต่างๆ มากมาย อาทิ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ปัญหาการกู้หนี้สาธารณะ ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ และการทุจริตมโหฬารในโครงการจำนำข้าว เป็นต้น
คณาจารย์มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษานำโดยนายบรรเจิด สิงคะเนติ ได้ออกแถลงการณ์ก้าวข้ามการชุมนุมต้านนิรโทษกรรม ให้พลังของสังคมไทยทุกภาคส่วนร่วมชูธงปฏิรูปประเทศไทย ภายใต้สมัชชาประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศ โดยชี้ให้เห็นถึงมูลเหตุของปัญหาอยู่ที่ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุนในระบบรัฐสภา ขาดซึ่งจริยธรรม อาศัยประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจ เริ่มด้วยออกนโยบายประชานิยมและการซื้อเสียงเพื่อให้ชนะการเลือกตั้งเข้าเป็นรัฐบาล ก้าวต่อไปคือเข้ายึดกุมครอบงำกลไกของระบบรัฐสภา บงการให้ออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง หากสภาพการณ์ยังเป็นเช่นนี้จะทำให้ความขัดแย้งในสังคมจะทวีความรุนแรงมากขึ้น และประเทศไทยมีแต่จะอ่อนแอล้าหลังพัฒนาไม่ทันประเทศเพื่อนบ้าน ต้องใช้เวลาอีกนานในการฟื้นกลับ
ในมุมมองของรัฐบาลก็สอดรับกับแนวทางของนักวิชาการครั้งนี้ โดยนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี บอกว่าสิ่งที่คณาจารย์เสนอไม่ได้ต่างจากเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ตั้งสภาปฏิรูปประเทศดึงทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อหาทางออกให้ประเทศร่วมกัน และสภาปฏิรูปของรัฐบาลไม่ได้ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนตามที่กลุ่มคณาจารย์ระบุ เพียงแต่รัฐบาลมองว่าการจะหาทางออกจากความขัดแย้งทางการเมือง ต้องดึงคู่ขัดแย้งทางการเมืองมาหาทางออกร่วมกันก่อน แต่ปรากฏว่าฝ่ายค้านและกลุ่มการเมืองที่เห็นต่างจากรัฐบาลกลับปฏิเสธการเข้ามามีส่วนร่วม และยังมีการยกระดับการชุมนุม จึงมองได้ว่าปัญหาของประเทศเวลานี้มีคนบางกลุ่มไม่ยอมให้ประเทศเดินไปข้างหน้า เปลี่ยนเป้าหมายการเคลื่อนไหวเพื่อล้มรัฐบาล
หากจะว่าไปแล้วประชาชนคนไทยมีวิวัฒนาการทางประชาธิปไตยก้าวหน้าไประดับหนึ่งแล้ว หรือจะเรียกได้ว่าก้าวไปไกลกว่าสำนึกในความเป็นผู้แทนที่พวกเขาเลือกเข้ามาเป็นตัวแทนด้วยซ้ำไป ดูได้จากการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายเรื่องโดยเฉพาะการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นในโครงการต่างๆ ของรัฐบาล รวมถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่คนกระทำผิด แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่มีความเชื่อมั่นในระบบรัฐสภาที่อาศัยพวกมากลากไป ถึงเวลาที่เราจะถ่ายเลือดเสียออกบ้างแล้ว แต่หากนักการเมืองยังคงไร้สำนึกในความเป็นประชาธิปไตย พร้อมที่จะขายตัวให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ว่าจะปฏิรูปการเมืองกี่ชาติก็ไม่สามารถที่จะทำให้ประชาธิปไตยเบ่งบานได้



