คอลัมนิสต์

วาง'ทิฐิที่ผิด'ลงทางออกที่ยังเหลืออยู่

วาง'ทิฐิที่ผิด'ลงทางออกที่ยังเหลืออยู่

16 พ.ย. 2556

วาง'อคติ มานะและทิฐิที่ผิด' ทางออกที่ยังเหลืออยู่ : กระดานความคิดโดย ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ พระธรรมทูตวัดไทยในสหรัฐอเมริกา

               การชุมนุมต่อต้านนิรโทษกรรมแพร่กระจายไปสู่ประชาชนนิสิตนักศึกษาตามสถาบันการศึกษาที่อยู่ในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดอย่างรวดเร็ว นักธุรกิจ บุคลากรทางการแพทย์และการศึกษาออกมาร่วมกันคัดค้านอย่างทั่วหน้า นับเป็นกรณีพิเศษที่นักธุรกิจเอกชนเปิดตัวออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างชัดเจนอย่างนั้น

               ประชาชนผู้สนใจความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ทำมาหากินอยู่ในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย อังกฤษและสหรัฐอเมริกาต่างออกมาแสดงพลังคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับนี้กันถ้วนหน้า

               เสียงประชาชนจากทั่วทิศที่คัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมนี้ เดินทางถึงหูของรัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของฝ่ายรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สัญญาณที่บ่งบอกว่า รัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับทราบเสียงคัดค้านนี้ เห็นได้จากปฏิกิริยาที่รัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโต้ตอบกลับไปยังเสียงเรียกร้องโดยเฉพาะผู้ที่ปักหลักพักค้างชุมนุมอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยด้วยการถอนร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่ค้างคาอยู่ในสภาถึง 6 ฉบับและพยายามประสานงานให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งกำลังเริ่มต้นพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมต่อจากการที่สภาผู้แทนได้พิจารณาผ่านวาระสองและสามไปแล้ว

               รายงานข่าวล่าสุดแจ้งว่า สมาชิกวุฒิสภาเสียงข้างมากมีมติด้วยเสียงข้างมากไม่ยอมรับร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม เป็นเหตุให้ร่างพระราชบัญญัตินี้ไม่สามารถนำขึ้นทูลเกล้าแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ต่อไป

               หากมองง่ายๆ ตามประสาประชาชนที่ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองก็เข้าใจได้ว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ตกไปแล้ว เสียงคัดค้านต่อต้านการออกกฎหมายนิรโทษกรรมครั้งนี้ได้รับชัยชนะแล้ว ควรยุติการคัดค้านได้แล้ว

               ความคิดและความเข้าใจของประชาชนทั่วไปเป็นอย่างนี้

               แต่หลังจากข่าวการคว่ำร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมออกมาแล้ว แกนนำการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็ยังไม่ได้ประกาศยุติการชุมนุม แต่ในทางตรงกันข้ามกลับประกาศยกระดับการประท้วงด้วยวิธีที่เรียกว่า อารยะขัดขืน เช่นการหยุดงาน ชะลอการเสียภาษี การชักธงชาติตามสถานที่ต่างๆ การเป่านกหวีดเวลาเดินผ่านนักการเมืองที่สนับสนุนร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม

               เหตุผลของการชุมนุมต่อที่แถลงออกมาจากแกนนำการชุมนุมคือ ไม่เชื่อว่ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะถอนร่างพระราชบัญญัตินี้ออกไปจากสภาจริง ที่ถอนออกไปเพื่อบรรเทาความร้อนแรงทางการเมืองชั่วคราวเท่านั้น หากถึงเวลาที่เหมาะสมรัฐบาลที่ครองเสียงข้างมากจะนำเอาร่างพระราชบัญญัติที่ถอนไปกลับมาพิจารณาใหม่เมื่อไรก็ได้

               ส่วนร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเจ้าปัญหาที่เป็นสาเหตุของปัญหาความร้อนแรงทางการเมืองที่วุฒิสภาคว่ำไปนั้น ทางแกนนำให้เหตุผลว่า ร่างพระราชบัญญัตินี้มิได้ตกไปจากสภาอย่างแท้จริงเพียงแต่นับจากวันที่สมาชิกวุฒิสภาทำให้ตกไป 180 วันแล้ว หลังจากนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช้เสียงส่วนใหญ่ยืนยันการเห็นชอบซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ร่างพระราชบัญญัตินั้นไม่ต้องส่งไปวุฒิสภาอีกต่อไปแต่ทูลเกล้าถวายเพื่อลงประปรมาภิไธยแล้วประกาศใช้เป็นกฎหมายได้เลย

               แกนนำผู้ชุมนุมใช้ภาษาว่า สมาชิกวุฒิสภาให้ยาสลบแก่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้สลบไปชั่วคราวเท่านั้น พอผ่านไป 180 วัน ร่างพระราชบัญญัตินี้ก็จะถูกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากปลุกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้โดยง่าย

               หรือ หากรัฐบาลมีความต้องการที่จะใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้จริงๆ ก็กระทำได้โดยง่ายด้วยการออกเป็นพระราชกำหนดโดยคณะรัฐมนตรีแล้วขอความเห็นชอบจากสภา ซึ่งทางรัฐบาลครองเสียงข้างมาก อันจะทำให้พระราชกำหนดผ่านไปอย่างง่ายดายและรวดเร็ว

               เมื่อผู้คัดค้านไม่มีความเชื่อถือรัฐบาลและรัฐบาลก็บอกว่า ได้สนองตอบข้อเรียกร้องอย่างเต็มที่แล้ว ดูเหมือนว่า ทางเดินไปสู่การปรองดองของฝ่ายผู้คัดค้านและฝ่ายรัฐบาลจะตีบตันลงทันที

               รังสีแห่งการทำร้ายเข่นฆ่าใช้ความรุนแรงของคนไทยด้วยกันเริ่มจะแผ่ออกมาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนขึ้นตามลำดับจากท่าทีทั้งของฝ่ายคัดค้านและข้าราชการฝ่ายความมั่นคงที่ทำงานตอบสนองรัฐบาล

               หากมองตามความเป็นจริงแบบตรงไปตรงมาปัญหาทุกปัญหาล้วนมีทางออกเสมอ ขึ้นอยู่กับว่า ทั้งสองฝ่ายอยากจะคาอยู่ในปัญหาหรืออยากจะออกจากปัญหา

               หากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายคัดค้านต้องการที่จะออกจากปัญหาอย่างสงบไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อของเพื่อนร่วมชาติด้วยกัน ทั้งสองฝ่ายควรทำใจให้ว่าง วางอคติ มานะและทิฐิที่ผิดลง ปล่อยให้สติปัญญาอันบริสุทธิ์ได้คิดค้นทางออกจากปัญหาอย่างเสรี

               เนื่องจากลำพังสติปัญญาของสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีข้อจำกัด ถูกบดบังไปด้วยอคติกันเต็มๆ ยากที่จะแหวกอไปสู่ความคิดอันบริสุทธิ์และเสรีได้ การรับฟังเสียงประชาชนที่สะท้อนออกมาจากจิตใจที่ซื่อใส ความคิดอันบริสุทธิ์ ไม่มีอคติและมานะทิฐิใดๆ มาบดบัง จะช่วยให้พบทางออกจากปัญหาได้อย่างกว้างขวาง ไม่ตีบตันเหมือนกับความคิดสำเร็จรูปที่มาจากคนๆ เดียวหรือกลุ่มเดียวที่มีผลประโยชน์ตนเป็นใหญ่กว่าผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

               ประเทศประชาธิปไตยหลายประเทศยอมรับว่า ตัวแทนของประชาชนที่เลือกเข้าไปทำหน้าที่ออกกฎหมายหรือบริหารประเทศมักมีความคิดที่จำกัดด้วยอคติและผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นจึงมักจะมีกฎหมายประชามติมารองรับอุดมการณ์ของประชาธิปไตยที่เน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อที่จะได้รับทราบความคิดเห็นที่ยังไม่ถูกกดทับ กดดันบังคับด้วยความลำเอียงเพราะ รัก เกลียด กลัว และไม่รู้

               ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยจะมีกฎหมายประชามติออกมาใช้เสริมความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงยามประชาธิปไตยตัวแทนอยู่ในอาการเป็ดง่อยแก้ปัญหายากๆ ไม่ได้

               วิกฤตกาลการนองเลือดหลายครั้ง ก่อตัวขึ้นมาจากการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช้อำนาจที่ตนเองรับมอบมาจากประชาชนไปให้แก่ใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่ยอมใช้สภาเป็นที่ปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหาด้วยสติปัญญาแต่มักจะใช้สภาเป็นที่ทำพิธีกรรมเพื่อแบ่งปันอำนาจและผลประโยชน์แก่พรรคพวกพี่น้องและพวกพ้องของตน

               เมื่อใช้อำนาจจนเหลิงอำนาจไม่ฟังเสียงประชาชน ไม่ยอมรับความคิดต่าง ความตึงเครียดมักจะก่อตัวเงียบๆ แล้วก็ระเบิดออกมา สิ่งปฏิกูลต่างๆ ทางการเมืองที่สะสมมานานก็ไหลเนืองนองไปตามท้องถนนและมักจะลงเอยด้วยการนองเลือดหรือฆ่ากันเองระหว่างคนไทยที่ถืออำนาจเป็นใหญ่ และผู้ที่ไม่มีอำนาจเพราะเข้าใจว่ามอบให้เขาไปหมดแล้วในวันเลือกตั้ง ผู้มีอำนาจก็เข้าใจผิดไปว่า อำนาจของประชาชนได้มอบให้ตนจนหมดสิ้น จะนำไปทำมาค้าขายหรือมอบให้ใครเพื่อแลกกับลาภยศประชาชนก็ไม่มีสิทธิ์ทักท้วงทวงคืน

               แต่อำนาจของประชาชนมิใช่สิ่งที่กำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายทั้งหลาย แต่อำนาจ สิทธิ เสรีภาพ ของประชาชน มีมาตามธรรมชาติ เมื่อผู้ที่ตนมอบอำนาจไปให้มิได้นำอำนาจนั้นไปใช้เพื่อเจ้าของอำนาจอย่างสมเหตุผล พวกเขาจะลุกขึ้นมาทวงคืนตามธรรมชาติของเขาเอง ปรากฏการณ์ในฟิลิปปินส์หรือในอียิปต์ย่อมสะท้อนธรรมชาติของมนุษย์ตรงนี้ได้ดี

               ทางออกโดยสงบยังมีอยู่ รัฐบาลและฝ่ายคัดค้านควรยุติเรื่องการเอาแพ้เอาชนะโดยวางชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นเดิมพันและเป็นตัวประกันไว้ก่อน แล้วใช้ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวนั่งโต๊ะสนทนาหาทางออกร่วมกัน

               ยามนี้ไม่มีความกล้าหาญใดๆ จะยิ่งใหญ่กว่า ความกล้าหาญของคนที่บาดหมางกันหันหน้าเข้าหากันแล้วสนทนาหาทางออกของประเทศร่วมกัน

               ยามนี้ไม่มีความกล้าหาญใดๆ ที่จะยิ่งใหญ่เท่าความกล้าหาญสละความเห็นแก่ตัว เห็นแก่หน้าและเห็นแก่ประโยชน์ตนเพื่อรักษาชีวิตของเพื่อนมนุษย์ผู้ร่วมอุดมการณ์และเพื่อนร่วมชาติที่เห็นต่างได้

               มาตรการแรกประธานรัฐสภา จงแสดงความกล้าหาญเปิดรัฐสภา เพื่อให้มีการถกเถียงเสวนาหาทางออกจากปัญหานี้ จงมีความอดทน รับฟังความเห็นต่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสังคมประชาธิปไตย สภาผู้แทนราษฎรเคยเปิดสภาผู้ผ่านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับเจ้าปัญหานี้ถึงตีสี่กว่าๆ ของวันใหม่ได้ คราวนี้ขอให้ประธานรัฐสภาเปิดสภาให้สมาชิกทั้งสองสภาได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางถึงตีสี่เช่นเดียวกัน เพื่อยืนยันว่า เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนสมาชิกรัฐสภา ยอมอดตาหลับ ขับตานอน ทำงานอย่างอุทิศ มิใช่อุทิศเวลาของสภาเพื่อประโยชน์ของคนใดคนหนึ่งและกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างคำติฉินนินทาที่ผ่านมา

               หากความคิดในรัฐสภายังมิตกผลึก รัฐบาลต้องระดมสื่อในเครื่อข่ายของรัฐและขอร้องให้ เครือข่าย Social media ที่มีอยู่ช่วยกันคิด คิดกันหลายๆ คน จนความคิดตกผลึก พบทางออกที่ทุกฝ่ายรู้สึกว่า ไม่มีใครได้เปรียบเกินใคร หรือไม่มีใครเสียเปรียบน้อยกว่าใคร รับได้จริงๆ

               ถึงเวลานั้น สมาชิกสภาผู้แทนทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลมานั่งด้วยกันยกร่างพระราชบัญญัติขึ้นมาฉบับหนึ่งที่ไร้ข้อขัดแย้งใดๆ แล้วร่วมกันลงมติเห็นชอบด้วยเสียงท่วมท้น จากนั้นก็ส่งให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งได้ร่วมกระบวนการมาแต่ต้นพิจารณาเห็นชอบด้วยเสียงท่วมท้นอีก

               จากนั้นจึงนำพระราชบัญญัติฉบับนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อลงพระปรมาภิไธย ประกาศเป็นกฎหมาย เพื่อประโยชน์และความรู้สึกเป็นสุขของปวงชนชาวไทยทั้งปวง

               พระราชบัญญัติที่เป็นไปในลักษณะนี้ที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย จะเป็นร่างพระราชบัญญัติที่พระองค์จะทรงลงพระปรมาภิไธยด้วยความสบายพระหฤทัย ราบรื่นโดยไม่มีสิ่งใดระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทเลยแม้แต่น้อย เป็นพระราชบัญญัติของพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงธรรมที่ปกครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยามอย่างแท้จริง

......................

(หมายเหตุ : ทางออกที่ยังเหลืออยู่ : กระดานความคิดโดย ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ พระธรรมทูตวัดไทยในสหรัฐอเมริกา http://siamtownus.com เผยแพร่เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2556 )