คอลัมนิสต์

รับฟังคำเตือนไอเอ็มเอฟ

รับฟังคำเตือนไอเอ็มเอฟ

14 พ.ย. 2556

รับฟังคำเตือนไอเอ็มเอฟ : บทบรรณาธิการประจำวันที่14พ.ย.2556

              ห้วงที่การเมืองของประเทศไทยยังคุกรุ่นด้วยปัญหาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง แม้รัฐบาลและส.ส.พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลได้ยอมถอยถอนร่างนิรโทษออกจากสภาจนหมด แต่กระแสสังคมยังจับตาไม่ไว้วางใจ และจี้ถามถึงความรับผิดชอบในการพยายามออกกฎหมายล้างผิดล้างทุจริตคอร์รัปชั่นชนิดที่สังคมรับไม่ได้ แต่รัฐบาลและบรรดา ส.ส.ที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ยังเฉไฉพูดแผ่นเสียงตกร่องว่าถอยแล้วไงจะเอาอะไรอีก ยอมฟังเสียงประชาชนแล้ว อีกทั้งปมร้อนอีกประเด็นที่เข้ามาผนวกในจังหวะคือเรื่องข้อพิพาทปราสาทพระวิหารที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังเคลือบแคลงใจว่าตกลงไทยเสียดินแดนให้กัมพูชาตามคำตัดสินศาลโลกหรือไม่ และเสียพื้นที่เท่าไหร่ ตรงนี้รัฐบาลต้องชัดเจนต้องบอกความจริงให้ประชาชนทราบข้อมูลทั้งหมด

              การที่รัฐบาลระบุว่าผลการตัดสินของศาลโลกเป็นการชนะของสองประเทศ แต่ก็ค้านกับการนำเสนอข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศและท่าทีของกัมพูชาแบบตรงกันข้าม และยิ่งทำให้คนไทยกังวลคืออาณาบริเวณรอบปราสาทพระวิหารตามที่ศาลโลกระบุว่าเป็นของกัมพูชา รวมทั้งท่าทีของรัฐบาลที่ดูเสมือนว่าจะยอมรับและเตรียมเจรจากับกัมพูชา โดยยกเหตุผลคำตัดสินของศาลโลกเมื่อปี 2505 ว่าศาลได้ตัดสินตอนนั้นไปแล้วเพียงแต่ครั้งนี้มาย้ำและขยายความคำตัดสินเดิม แต่การดำเนินการต่อเรื่องนี้ของรัฐบาลจะถูกสังคมเฝ้าจับตา และทวงถามถึงจุดยืนว่ารัฐบาลไทยภายใต้การบริหารของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะก้าวเดินไปทางไหนต่อข้อพิพาทนี้ที่จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดล่อแหลมที่รัฐบาลจะต้องจัดการอย่างรอบคอบ

              ท่ามกลางประเด็นปัญหาหลายเรื่องที่รัฐบาลต้องรับมือ และส่วนใหญ่เกิดจากการกระทำของรัฐบาลและพรรคเสียงข้างมากของรัฐบาลทั้งสิ้น แม้กระทั่งนโยบายประชานิยมที่พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลหาเสียงไว้ ล่าสุดสำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวชิ้นหนึ่งที่สำคัญต่อไทย คือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ เรียกร้องให้ไทยยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว เนื่องจากโครงการทำลายความเชื่อมั่นในภาคการเงินของไทย โดยไอเอ็มเอฟระบุในรายงานทบทวนแนวโน้มเศรษฐกิจประจำปีของไทยว่าถ้ายังไม่ปรับเปลี่ยนโครงการ การขาดทุนรับจำนำข้าวจะคงมีอย่างต่อเนื่อง และการขาดข้อมูลเรื่องโครงการนี้ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นภาคการเงินสาธารณะของไทยลดน้อยลงด้วย นั่นเป็นสัญญาณเตือนหายนะเศรษฐกิจของไทยจากนโยบายที่ผิดพลาด

              อีกทั้งสัญญาณอีกประการที่เห็นได้ชัดเจน กรณีที่ธนาคารเพื่อการเกษตรหรือสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ออกมาบอกว่าขาดสภาพคล่องในการรับจำนำข้าว พูดภาษาชาวบ้านทั่วไปก็คือถังแตกไม่มีเงินมาจ่ายแล้ว เพราะกรอบการเงินที่ตั้งไว้ 5 แสนล้านบาทนั้นใช้จ่ายเกินไปนานแล้ว แต่เงินขายข้าวกลับคืนก็ได้เล็กน้อยเท่านั้น ขณะเดียวกันตัวเลขขาดทุนก็ยังเป็นที่ถกเถียงว่าเท่าใดกันแน่ ในส่วนนักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์ก็บอกว่าขาดทุนไปแล้วกว่า 4 แสนล้านบาท ส่วนรัฐบาลยืนยันว่าแค่ไม่เกิน 2 แสนล้านบาท แต่เมื่อถึงตรงนี้คงไม่ต้องมานั่งถกวิวาทะกันต่อไป เมื่อเตือนมาถึงขนาดนี้แล้ว ถ้ารัฐบาลไม่ฟังเสียงเท่ากับว่ามีวาระเร้นอย่างที่สังคมเคลือบแคลงว่าซ่อนผลประโยชน์คอร์รัปชั่นไว้ และจะกลายเป็นอีกหนึ่งเชื้อไฟที่โหมใส่รัฐบาล ที่สำคัญระบบเศรษฐกิจจะเสียหายใหญ่หลวง