
การเมืองฉบับ'อีลำยอง'เจ็บแล้วไม่จำ
การเมืองฉบับ'อีลำยอง'เจ็บแล้วไม่จำ : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ @Somthawin_kcl
หลังจาก "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ประกาศพร้อมนำ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อีก 8 คน ยื่นหนังสือลาออก เพื่อยกระดับการชุมนุมที่เวทีราชดำเนินเริ่มมีมุมมองจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับยุทธวิธีดังกล่าว
บางคนมองว่าประเด็น "ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" เริ่มเห็นทิศทางที่ชัดเจน เพียงแต่อยู่ระหว่างเฝ้าระวัง ขณะที่คำตัดสินของ "ศาลโลก" กรณีเขาพระวิหารไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนส่วนใหญ่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ตามที่กัมพูชาร้องขอ ทำให้บรรยากาศต่อต้านรัฐบาลดูแผ่วลง
โดยหลังจากที่ประชุมวุฒิสภาได้ลงมติไม่รับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเมื่อคืนวันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ถือว่าขณะนี้ "ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" ได้ถูกแช่แข็งไว้ก่อน หากภายใน 180 วัน ไม่มีการนำหยิบร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณาอีกถือว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ตกไป
ทำให้มีบางกลุ่มที่เคยออกมาร่วมคัดค้านมองว่า "การชุมนุมคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรม" น่าจะจบและควรแยกย้ายกันกลับได้แล้ว
แต่ก็ยังมีบางกลุ่มที่เห็นสอดคล้องกับ "แกนนำบนเวที" ที่มองว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เพียงแค่ "สลบ" รอวันฟื้น เนื่องจากไม่ "เชื่อใจ" รัฐบาลว่าจะไม่หยิบร่างดังกล่าวกลับขึ้นมาพิจารณาอีก
โดยผู้คัดค้านบางคนได้เปรียบเทียบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า "เราจ้างคนรับใช้มาทำงาน แล้ววันหนึ่งคนรับใช้แอบขโมยทรัพย์สินในบ้าน และกำลังจะนำออกไปตอนตีสี่ แต่เผอิญเราตื่นขึ้นมาเจอพอดี คนรับใช้รีบคืนของและบอกว่าให้เราจ้างทำงานต่อไป ถามว่าถ้าเรายังจ้างคนรับใช้คนนี้ต่อไป ทุกคืนเราต้องคอยนอนระวังคนรับใช้คนนี้ว่าจะขโมยของอะไรเราอีกอย่างนั้นหรือ"
ขณะที่หน่วยงานความมั่นคงของรัฐบาลก็มองว่านับจากนี้ไปยอดผู้ร่วมชุมนุมจะไม่มากไปกว่านี้
การที่ "สุเทพ" ประกาศยกระดับการชุมนุมโดยประกาศ "ลาออกจาก ส.ส." สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดเจนคือ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องมาสุ่มเสี่ยงกับการนำของ "สุเทพ" และอดีต ส.ส.ของพรรคอีก 8 คน หากการนำบนเวทีมีประเด็นเกินเลยหรือนำไปสู่ความรุนแรง
ดังนั้น การลาออกของ 9 ส.ส.ถือเป็นการรักษาพรรคไว้ไม่ให้ถูกยุบหากมีผู้ไปร้องเรียนว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นเป็นการล้มล้างระบอบการปกครอง
และนับจากนี้ให้จับตาการนำบนเวทีของ "อดีต 9 ส.ส." พรรคประชาธิปัตย์ ที่จะมีโจทก์และเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเป็นการนำประชาชนภายใต้วาทกรรม "คัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" การนำบนเวทีไม่สามารถพูดได้ชัดถ้อยชัดคำว่ามาชุมนุมเพื่อล้มรัฐบาล แต่จากนี้ไปจะใช้ประโยคขับไล่รัฐบาลได้อย่างเต็มที่
แต่การชุมนุมโดย "สุเทพ" ใช้คำว่า "อารยะขัดขืน" ต้องใช้เวลา ความอดทน อย่างมาก ไม่รู้จะชนะเมื่อไร มีการประเมินกันว่า "การนำ" ของ "แกนนำบนเวที" หากยังใช้รูปแบบเดิมๆ โดยยังให้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มาขึ้นบนเวทีเป็นตัวหลักจะทำให้เวทีถูกลดความน่าเชื่อถือ
เนื่องจากสภาพของเวทีราชดำเนินก็จะไม่ต่างจากเวทีของ "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) ที่มี ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยขึ้นเวทีปราศรัยสลับกับแกนนำเสื้อแดง
สุดท้ายก็จะถูกมองว่าภารกิจครั้งนี้หวังประโยชน์เฉพาะหน้าเพื่อพรรคตัวเอง ดังนั้นรูปแบบบนเวทีต้องปรับยอมเป็นฝ่ายสนับสนุนอยู่ข้างล่างเวที เพื่อให้ "ภาคประชาชน" ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย หรือนำบุคคลที่น่าเชื่อถือมาให้ความรู้ต่อผู้ชุมนุม
ที่สำคัญขณะนี้ "ผู้นำ" บนเวทีมีความเข้มแข็งและเป็นแม่เหล็กดึงดูดเพียงคนเดียวคือ "สุเทพ" ทั้งที่ควรตั้งเป็นองค์คณะเพื่อร่วมกันเป็น "ทีมนำ" หากจะเปลี่ยนเวทีต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นเวทีขับไล่รัฐบาลควรจะหา "ผู้นำ" ที่ดุดันและมีความชอบธรรมมากกว่า "สุเทพ" ที่มาจากนักการเมือง
การเป็น "ผู้นำม็อบ" ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะถ้านำดีก็ "แจ้งเกิด" แต่ถ้านำแล้วผู้ชุมนุมไม่ชอบใจ ก็ถือว่าเป็นการ "ฝังตัวตาย" ถูกลดความน่าเชื่อถือ
ดังนั้นถ้า "สุเทพ" ต้องการเป็น "ผู้นำม็อบ" ตามสถานการณ์เฉพาะหน้า หรือเฉพาะกิจหวังเพียงเพื่อให้รัฐบาลลาออก เพราะหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศประชาชนก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไร
แต่หากนำแล้วสุดท้ายการเมืองจบลงด้วยเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง การเมืองไทยก็จะจบแบบเดิมๆ คือ พรรคการเมืองผลัดกันเข้ามาแสวงหาอำนาจ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการบริหารประเทศโดยมีประชาชนเป็นตัวประกัน
ประชาชนก็คงไม่ต่างจาก "อีลำยอง" ที่เจ็บแล้วก็ไม่รู้จักจำ!
............................
(หมายเหตุ : การเมืองฉบับ'อีลำยอง'เจ็บแล้วไม่จำ : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ @Somthawin_kcl)



