คอลัมนิสต์

ทางออกของรัฐบาล

ทางออกของรัฐบาล

13 พ.ย. 2556

ทางออกของรัฐบาล : บทบรรณาธิการประจำวันที่13พ.ย.2556


           ประเด็นกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่งที่ผ่านวาระ 3 สภาผู้แทนราษฎรและเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ก็จบสิ้นลงแล้วหลังจากรัฐบาลสั่งให้ถอนร่างทั้ง 6 ฉบับออกจากสภา และอีก 1 ฉบับที่วุฒิฯ ลงมติไม่รับร่าง แต่ก็ยังมีข้อกังขาที่ทำให้เกิดความหวาดระแวงทางการเมืองขึ้นคือ เมื่อถึงเวลา 180 วันตามที่กฎหมายกำหนดจะมีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกหรือไม่ ซึ่งพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลได้ประกาศจะยุติเรื่องดังกล่าวไม่ให้เกิดประเด็นในการชุมนุมประท้วง เป็นการลดอุณหภูมิทางการเมืองในระดับหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อมีการตัดสินคดีเขาพระวิหารที่กัมพูชาเรียกร้องให้ศาลโลกตีความตามคำพิพากษาปี 2505 จนเกิดความหวาดระแวงว่าประเทศไทยจะต้องเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตรไป แต่เมื่อคำตัดสินจากศาลโลกออกมาในลักษณะเป็นกลางโดยให้ทั้งสองประเทศไปปรึกษาหารือในการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทำให้ความร้อนแรงทางการเมืองลดลงในแง่เงื่อนไขหนึ่งของการโค่นล้มรัฐบาล

           การชุมนุมของหลากหลายกลุ่มที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างและเงื่อนไขที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาลที่พยายามผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมชนิดสุดซอย ซึ่งคนส่วนใหญ่มองว่าขัดหลักนิติธรรม นิติรัฐ เป็นการออกกฎหมายเพื่อล้างผิดคนทุจริตคอร์รัปชั่นซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในแง่ของกฎหมายลักษณะนี้ในนานาประเทศ ดูเหมือนเรื่องนี้ถูกจุดได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยที่ไม่อาจยอมรับได้ การประท้วงบนถนนราชดำเนินที่มีผู้คนมารวมตัวกันหลายหมื่นคนและหากรวมการชุมนุมในหัวเมืองทั่วทั้งประเทศอาจเข้าเรือนแสนนั้น ย่อมทำให้รัฐบาลต้องตระหนักถึงการบริหารประเทศที่ใช้เสียงข้างมากลากไปก็ใช่ว่าจะถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตยเสมอไป เสียงของประชาชนต่างหากที่จะบอกว่าบ้านเมืองจะไปในทิศทางใด รัฐบาลต้องทำงานเพื่อประเทศชาติโดยรวม ไม่ใช่ทำงานเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง

           ถึงแม้หน่วยงานด้านความมั่นคงมองว่า ทั้งกฎหมายนิรโทษกรรมและเรื่องเขาพระวิหารจะลดระดับความร้อนแรงลงแล้ว ส่งผลให้การชุมนุมลดอุณหภูมิลงด้วยนั้นอาจเป็นการมองที่ด่วนสรุปเกินไปเหมือนกับการลงมติผ่านวาระ 3 ของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่พรรคเพื่อไทยเห็นว่าไร้แรงต่อต้าน แต่ในกองไฟย่อมมีแรงลมรอส่งพร้อมที่จะปะทุได้ตลอดเวลา เงื่อนไขหนึ่งคือ ประชาชนเริ่มหวาดระแวงต่อการบริหารงานของรัฐบาล อีกเงื่อนไขหนึ่งคือ เมื่อม็อบถูกจุดขึ้นมาและเกิดความเห็นร่วมกัน จนเกิดการเผชิญหน้า โดยมีข่าวถึงกลุ่มกำลังหรือมือที่สามที่จะเข้ามาสร้างสถานการณ์ให้ลุกลามบานปลาย คำถามคือ จากนี้ไปบ้านเมืองจะเดินหน้ากันไปอย่างไร ทางออกเดียวที่เหลืออยู่คือ รัฐบาลต้องตอบคำถามในทุกประเด็น ไม่ว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือไม่ กรณีเขาพระวิหารรัฐบาลได้ดำเนินการไปอย่างไร หรือแม้กระทั่งโครงการที่ส่อว่าจะมีการทุจริตคอร์รัปชั่น รัฐบาลต้องไม่ใช้วิธีการทางการเมืองเดิมๆ ที่นำไปสู่การประจันหน้า เช่นการระดมคนเสื้อแดงเพื่อกดดันกลุ่มต่อต้านรัฐ พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฯ ต้องยอมรับถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากอำนาจเสียงข้างมาก ไม่เช่นนั้นพลังประชาชนที่รัฐบาลมองข้ามอาจก่อตัวมาทวงคืนประชาธิปไตยจากนักการเมืองอย่างคาดไม่ถึง