
ยิ่งปล่อยนานรัฐบาลยิ่ง'ติดลบ'
ยิ่งปล่อยนานรัฐบาลยิ่ง'ติดลบ' : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
แม้ว่า สถานการณ์แทบทุกด้านจะเอื้อต่อการชุมนุมเพื่อคัดค้าน ต่อต้าน หรือกระทั่งขับไล่รัฐบาล แต่ปัจจัยที่มีอยู่ก็ยังต้องชั่งน้ำหนักกันว่า แท้จริงแล้วในวันที่วุฒิสภาตัดสินใจคว่ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับกลายร่างเป็นสุดซอย และวันที่ศาลโลกพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารนั้น จะเป็น "วันพิพากษา" ให้ทุกอย่างสิ้นสุดได้จริงหรือ
มุมมองในเรื่องนี้ย่อมต้องสะท้อนผ่านผู้คนอันหลากหลาย ทั้งฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายการเมืองและฝ่ายผู้ชุมนุม
หากมองผ่านฝ่ายความมั่นคงแล้ว ยังคงต้องมองในมุมที่ว่า หากเกิดสถานการณ์อันเลวร้ายที่สุดแล้วจะเกิดจากอะไร และจะสิ้นสุดลงที่ไหน
สถานการณ์การชุมนุมที่ถนนราชดำเนิน ฝ่ายความมั่นคงยังคงมองว่า ยังไม่ก่อให้เกิดปัญหาจนลุกลามใหญ่โตจนควบคุมไม่ได้ ตราบใดที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ ยังคงเดินในกรอบของกฎหมาย เพื่อให้การชุมนุมที่นำโดยนักการเมืองไม่ตกบ่วง "ล้มล้างรัฐบาล" อันเป็นช่องทางที่จะทำให้รัฐบาลโต้กลับได้
การชุมนุมที่นำโดยแกนนำพรรคประชาธิปัตย์จึงมุ่งหวังที่จะยืดเวลาออกไป โดยที่มี "เงื่อนเวลา" ทั้งในส่วนของ ศาลรัฐธรรมนูญที่จะนัดพิจารณาคดี หรือนัดชี้คดี หรือนัดวินิจฉัยในประเด็นที่ยื่นให้ตีความเป็นระยะๆ
แต่ที่สำคัญก็คือ กำหนดนัดยื่นซักฟอกรัฐบาลที่จะต้องเกิดขึ้นภายในเดือนพฤศจิกายน ก่อนที่จะสิ้นสุดสมัยการประชุม
ห้วงเวลาที่จะเกิดขึ้นนี้เท่ากับว่า เสื้อผ้าอาภรณ์ของรัฐบาลจะค่อยๆ ถูกชำแหละออกมาทีละชิ้น เพื่อให้เห็นเนื้อแท้ว่า จิตเจตนาของรัฐบาลนั้นทำไปเพื่ออะไร เพื่อใคร เพื่อไทย หรือเพื่อคนคนเดียว
อย่างไรก็ตาม กลุ่มมวลชนที่มาชุมนุมจนถึงวันพิพากษาแล้วนั้นมีหลากอารมณ์ และพร้อมที่จะ "ขึ้น" สู่จุดสูงสุด ตามแรงเร้าทั้งบนเวที ทำให้น่ากังวลเช่นกันว่า จะเป็นช่องทางให้ "มือที่สาม" เข้ามาฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ หรือไม่ก็มือที่เห็นๆ กันนี่แหละ ที่เบื่อที่จะอดทนรอให้สถานการณ์สุกงอม
ความน่ากลัวอยู่ตรงจุดที่ผู้ชุมนุมสิ้นความอดทนแล้วนี่เอง
ถึงเวลานั้นรัฐบาลจะทำอย่างไร หากว่าการใช้กฎหมาย และกำลังตำรวจไม่เพียงพอต่อการควบคุมฝูงชน จะเดินหน้าต่อไป หรือจะเสี่ยงดึงทหารมาร่วมวงศ์ไพบูลย์ เหมือนกับรัฐบาลอื่นๆ เคยใช้มาแล้ว
ในขณะที่ฝ่ายการเมืองนั้นมองว่า สถานการณ์เช่นนี้ ยังไปไม่ถึงขั้น "แตกหัก" เพราะในกลุ่มผู้ชุมนุมเอง นอกจาก สุเทพ เทือกสุบรรณ แล้วแกนนำผู้ชุมนุมไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน ล้วนแต่ยังไม่มีความพร้อมที่จะหักกับรัฐบาลด้วยกันทั้งสิ้น
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่เพิ่งเปิดตัว "คืนชีพพันธมิตร" ก็ยังต้องเดินตามกรอบของ "สันติอโศก" ที่พร้อมไปด้วยกรอบและวินัยในการเป็น "ฝ่ายสนับสนุน" มากกว่าที่จะเดินนำหน้าท้าชน
ขณะที่ กลุ่มของ นิติธร ล้ำเหลือ ที่แม้ว่าจะอยากเผด็จศึก แต่ด้วยกำลังเพียงแค่นั้น วันปะทะยังไม่น่าจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้
เช่นเดียวกับกลุ่มนักศึกษา ที่ไม่มีพลังอำนาจในการชี้นำทางการชุมนุม ถึงแม้จะมีพละกำลังพร้อมที่จะขับเคลื่อนไปกับแกนนำม็อบ
ยิ่งดูวิธีการก่อรูป กลไกภายใน และการคุมม็อบของแต่ละกลุ่มแล้ว ยังคงมีความเชื่อว่า "ไม่นานก็ฝ่อไปเอง"
แม้จะเหมือนหมิ่นแคลนกัน แต่สภาพภายในการชุมนุม ยังคงเป็นไปในรูปแบบนั้นจริงๆ
ยังคงมองหา "พลุ" แท่งใหญ่ที่เมื่อจุดไปส่องสว่างบนฟากฟ้าแล้วสะกดผู้ชุมนุมให้อยู่ และขับเคลื่อนไปตามที่แกนนำผู้ชุมนุมต้องการได้ แม้กระทั่งการแตกหักกับรัฐบาล
อย่างไรก็ดี ฝ่ายรัฐ-ฝ่ายความมั่นคงเห็นตรงกันว่า ยังไม่อาจประมาทกลุ่มผู้ชุมนุมที่แสดงให้เห็นแล้วว่า นัดเมื่อไหร่ ได้เมื่อนั้น...สภาวะที่เกิดขึ้น อาจจะมากกว่าเมื่อครั้งวันมหาวิปโยค 14 ตุลา 2516 เสียด้วยซ้ำไป
เพราะองค์ประกอบการชุมนุมนั้น นอกจากนิสิต นักศึกษา นักเรียน แล้วยังมีประชาชนทุกภาคส่วนทั่วประเทศต่างก็พากันลุกฮือขึ้นมาต่อต้านกฎหมายนิรโทษฉบับสุดซอย
ประเด็นนี้ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายความมั่นคงมองว่า เร็ววันนี้อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในรัฐบาล เพื่อลดกระแสการชุมนุม
แต่ถามว่า "ลาออก" ในวันนี้ หรืออีก 3-4 วันข้างหน้า เพียงพอหรือไม่?
แล้ว "ยุบสภา" ล่ะ พอหรือไม่?
คำถามที่ว่า ยังไม่มีใครตอบได้ เพราะอารมณ์-ความต้องการ ของประชาชนคนไทยในเวลานี้ ยากที่จะหยั่งถึง รู้แค่ว่า ความไม่พอใจต่อกรณีนี้ถ้ารัฐบาลวัดได้จริงๆ ก็คงจะยะเยือกเสียยิ่งกว่าสายลมฤดูหนาวพัดกระหน่ำ
............
(หมายเหตุ : ยิ่งปล่อยนานรัฐบาลยิ่ง'ติดลบ' : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา)



