
การเมือง'กลางซอย'ในกัมพูชา
การเมือง'กลางซอย'ในกัมพูชา : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
กรุงพนมเปญ-การเมืองกัมพูชายังไม่ถึง "สุดซอย” แบบประเทศเพื่อนบ้านตั้งอยู่ทางด้านตะวันตก บรรยากาศการเจรจาระหว่างนายกรัฐมนตรีฮุน เซน กับผู้นำฝ่ายค้านพรรคฟื้นฟูชาติของนายสม รังสี ยังคงดำเนินต่อไป ต่างฝ่ายต่างมีชั้นเชิงที่ไม่เหมือนกัน
ยิ่งเวลาผ่านไปนานขึ้น ดูเหมือนฮุน เซน จะมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ในขณะที่รัฐบาลต่างประเทศที่เคยกดดันพรรคประชาชนกัมพูชาเริ่มอ่อนแรงลง
ฝ่านค้านพรรคฟื้นฟูชาติกัมพูชาติของ นายสม รังสี ยังยืนยันว่า จำเป็นต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบระหว่างประเทศการเลือกตั้ง ซึ่งยังเป็นประเด็นที่นายสมใช้ต่อรองกับรัฐบาลอยู่ เป็นที่รู้กันภายในหมู่นักการทูตในเมืองหลวงนี้ ถ้าไม่มีการโกงการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม ฝ่ายค้านจะได้ที่นั่งมากขึ้นกว่าเดิม อย่างน้อยๆ เกือบหนึ่งโหล ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงฝ่ายค้านน่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ อย่างไรก็ดี การหาหลักฐานมายืนยันเป็นเรื่องยาก
ฮุน เซน ขณะนี้พยายามซื้อเวลาไว้ก่อน เพราะรู้ดีว่าฝ่ายค้านจะอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้ กษัตริย์สีหมุนี ได้เสด็จฯ มาที่สภาผู้แทนราษฎร และทรงเปิดสมัยประชุมได้เรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าพรรคฝ่ายค้านยังบอยคอตสภาอยู่ก็ตาม ตอนนี้ฮุน เซน ได้เบาะแสว่าพรรคฝ่ายค้านเองก็มีปัญหาภายในพรรคพยายามเสี้ยมให้แตกกัน
หลังเลือกตั้ง ฮุน เซน มีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ มีทั้งคนเดิมและรัฐมนตรีหนุ่มสอง-สามคนที่เข้ามาดูแลกระทรวงพาณิชย์ การศึกษาและทรัพยากรธรรมชาติ แต่ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งยังคงเป็น นายฮอร์ นัมฮง อยู่เหมือนเดิม
การเมืองกัมพูชาในขณะนี้ จึงไม่สร้างปัญหาให้แก่ไทยแบบในช่วง รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้ความนิยมของฮุน เซน ลดน้อยลงไปมาก มันมีผลโดยตรงต่อประเด็นเรื่องปราสาทพระวิหาร คือไม่ใช่เป็นเรื่องเป็นเรื่องตาย
ลึกๆ ฮุน เซน เห็นช่องทางที่จะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่กัมพูชา หลังเป็นผู้นำติดต่อกันมานถึง 33 ปี ถ้าเขาสามารถสร้างคุณค่าเพิ่มเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารมากเกินกว่าที่กษัตริย์สีหนุทรงสร้างไว้ ชื่อของฮุน เซน จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และความทรงจำของคนกัมพูชา
อย่างไรก็ดี รัฐบาลไทยและกัมพูชาได้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมาเพื่อรองรับคำพิพากษาของศาลโลก ที่น่าสนใจคือ รัฐบาลทั้งสอง ซึ่งมีผู้นำที่สนิทกัน จึงตัดสินใจทำแบบนี้ เท่ากับทั้งสองฝ่ายยอมรับมติของศาลโลกโดยไม่มีข้อแม้
คณะผู้พิพากษาต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ ทั้งประเด็นกฎมายประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมความสัมพันธ์ในท้องถิ่นด้วย ประเด็นสำคัญขณะนี้คือ มติศาลโลกจะต้องช่วยไกล่เกลี่ยความเข้าใจผิดของทั้งสองฝ่าย ศาลโลกมีวิธีการเขียนที่ต่างฝ่ายสามารถพูดได้ว่าฝ่ายตนได้เปรียบ ซึ่งเป็นเรื่องของการตีความ ที่ผ่านมากลุ่มคลั่งชาติในสองประเทศเกี่ยวเรื่องข้อพิพาทนี้มีส่วนผลักดันให้ฝ่ายนักการเมืองต้องสร้างวาทกรรมที่เต็มไปด้วยเกลียดชัง
ในช่วงสามสิบเดือนที่ผ่านมา ชายแดนไทย-กัมพูชามีความเป็นปกติ ไม่มีการสู้รบ ประชาชนพื้นบ้านมีการติดต่อกัน ทหารทั้งสองฝ่ายที่เคยประจันหน้าได้ถอนตัวออกจากบริเวณที่มีปัญหาตามที่ศาลโลกได้สั่งไว้ ทั้งสองฝ่ายได้ช่วยกันทำลายทุ่นระเบิดตามชายแดน ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการความสร้างความมั่นใจ
หลังมติศาลโลกออกมา สภาวะความร่วมมือระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเป็นอย่างไร คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่จะสามารถจัดการและตอบสนองมติของศาลโลกได้หรือไม่อย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป
ดูจากความสนิทสนมของฮุน เซน และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คงจะเดาได้ว่า ทั้งคู่ไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงจากสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะตามแนวชายแดน ที่มีความสงบในขณะนี้ เพราะมันจะกระทบกระเทือนผลประโยชน์ในอนาคต และข้อตกลงต่างๆ ของทั้งสองประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้น



