
ประชาธิปไตยหาได้มีฝ่ายเดียว
ประชาธิปไตยหาได้มีฝ่ายเดียว : บทบรรณาธิการประจำวันที่12พ.ย.2556
ปฏิเสธไม่ได้เลยสำหรับรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อความรับผิดชอบที่จะเร่งเร้าจังหวะหรือลดราวาศอก เพื่อให้สถานการณ์ความขัดแย้งอันเนื่องมาจากการสนับสนุน-คัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่แต่เดิมเอาผิดแกนนำและผู้สั่งการ แต่สุดท้ายไปนิรโทษกรรมให้ทั้งหมด และลากยาวไปจนถึงปี 2547 ทั้งที่ยังไม่มีผลการศึกษาหาข้อเท็จจริงมาก่อนเสียด้วยซ้ำไปว่า ความขัดแย้งที่ค้างคาอยู่ในประเทศไทย ฉุดรั้งความเจริญก้าวหน้าในทุกๆ ด้านของประเทศในขณะนี้ มาจากเหตุการณ์ที่นับรวมไปถึงปี 2547 ด้วยหรือไม่ จะมีก็แต่ตัวละครหลักๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ความขัดแย้งนั้นไม่ว่าจะเป็นปี 2547 หรือ 2556 ก็ล้วนแต่หน้าเดิมๆ ทั้งนั้น
ในฐานะผู้กุมอำนาจรัฐและผู้กุมเสียงส่วนใหญ่ (จากการเลือกตั้ง) นายกรัฐมนตรีย่อมรับรู้ดีว่า หากต้องการให้บ้านเมืองนี้ก้าวไปอย่างมั่นคง และสงบสามัคคี จะต้องทำอย่างไร เหมือนกับการตัดสินใจออกมาแถลงยืนยันว่า จะไม่ข้องแวะกับร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนิรโทษกรรมทั้งหมด และให้ถอนร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ในสภา ซึ่งมีอยู่ถึง 6 ฉบับออกให้หมด และขอให้วุฒิสภาใช้ดุลพินิจของตนเองอย่างเต็มที่ในการโหวตรับหรือยับยั้งร่างกฎหมายนิรโทษกรรม และต่อมาวุฒิสภาก็รับลูกด้วยการแถลงคัดค้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่เข้าสู่ขั้นตอนของวุฒิสภา
แต่การแสดงออกมาเช่นนั้นของรัฐบาลรวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาล ถูกทำลายลงแทบจะสิ้นเชิง เมื่อในการประชุมพรรคเพื่อไทย ผู้ที่นั่งขนาบข้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้นคือแกนนำคนเสื้อแดง ที่สังคมยังเคลือบแคลงอยู่ว่ามีการหารือเรื่องอะไรกัน และสิ่งที่ปรากฏในเวลาถัดมาก็คือ แกนนำเสื้อแดงอย่างนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ได้ข่มขู่การชุมนุมที่ราชดำเนิน มีการระดมพลคนเสื้อแดงจากต่างจังหวัด นัยว่าเพื่อมาปกป้องรัฐบาล แต่ที่แกนนำชี้นำกลับประกาศให้คนเสื้อแดงจดจำบรรดาอธิการบดีและดารา นักแสดงทั้งหลายที่ออกมาสนับสนุนการคัดค้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรม อันมิใช่วิสัยที่พึงกระทำ เพราะจะทำให้โอกาสที่จะเกิดเหตุรุนแรงมีมากขึ้น
เหตุการณ์ในลักษณะกลุ่มคนสองขั้วการเมืองมาเผชิญหน้ากันเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อครั้งมีการนัดหมายชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2549 อีกขั้วการเมืองก็มีการระดมพลกันมาชุมนุมด้วยเช่นกัน เพียงแต่ก่อนที่จะมีการปะทะกัน ก็เกิดการยึดอำนาจวันที่ 19 กันยายน 2549 ขึ้นมาเสียก่อน ซึ่งอ้างเหตุผลว่า เพื่อยับยั้งการปะทะกันของประชาชนที่มีแนวโน้มสูงว่าจะมีเหตุนองเลือด นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการระดมผู้คนมาเผชิญหน้า ประเทศไทยต้องแลกด้วยการยินยอมให้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญเข้ามาสกัดยับยั้ง โดยที่กลไกการบริหารประเทศโดยปกติไม่สามารถทำเช่นนั้นได้
ในฐานะที่เป็นฝ่ายบริหารประเทศ มีกลไกสารพัดรูปแบบที่จะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้การใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ออกมาชุมนุมกันทั้งสองฝ่ายเป็นไปอย่างราบรื่น และเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ไม่ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมนั้นจะออกมาเพื่อขับไล่-คัดค้าน หรือ ปกป้องรัฐบาลก็ตาม เว้นแต่ว่า รัฐบาลเลือกข้างและพร้อมที่จะทำลายกลุ่มที่ต่อต้านคัดค้าน ทั้งที่สำนึกของรัฐบาลเองก็มีอยู่ตลอดเวลาว่า ประชาธิปไตยนั้นหาได้มีแต่ฝ่ายปกป้องชื่นชมแต่เพียงฝ่ายเดียว



