
รัฐบาลขาดความเชื่อมั่นจะบริหารประเทศอย่างไร
รัฐบาลขาดความเชื่อมั่นจะบริหารประเทศอย่างไร : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 10 พ.ย.2556
ปรากฏการณ์ม็อบนกหวีดที่แผดเสียงไปทั่วหัวระแหงนอกเหนือจากบนถนนราชดำเนิน ซึ่งกลายเป็นจุดรวมพลคนไม่เอาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง นับเป็นอีกหนึ่งฉากประวัติศาสตร์การเมืองไทยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มชนชั้นกลางขึ้นไปทั้งในกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่น้อยทั่วประเทศ แสดงพลังต่อต้านกับระบบรัฐสภาที่อ้างประชาธิปไตยเสียงข้างมากออกกฎหมายย่ำยีหลักธรรมาภิบาล ล้างผิดให้แก่คนที่มีความผิดทุจริตคอร์รัปชั่นและหนีคดีไปเสวยสุขอยู่ในต่างประเทศโดยไม่ได้มีการปลุกระดม หากเกิดขึ้นด้วยจิตสำนึกรู้ผิดรู้ชั่วและความห่วงใยในอนาคตของประเทศจนสามารถกดดันให้รัฐบาลออกแถลงการณ์ยกเลิกร่าง พ.ร.บ.ปรองดองและนิรโทษกรรมที่เกี่ยวเนื่องและค้างเติ่งในสภาอีก 6 ฉบับในที่สุด
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้คนทุกสาขาอาชีพ ทั้งคณาจารย์ นิสิต นักศึกษา ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เอกชน บุคคลทั่วไปที่ถูกเรียกว่าไทยเฉย ออกมาชุมนุมคัดค้านเป็นจำนวนมาก นอกเหนือจากสำนึกความรักชาติแล้ว บางส่วนรู้สึกเบื่อหน่ายกับระบอบทักษิณ ที่เกาะเกี่ยวประชาธิปไตยเข้ามาบริหารประเทศเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งสภาสูง สภาล่าง ส่งบริวารวานเครือเข้ามาสืบทอดอำนาจกำหนดทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศไทยแบบมีวาระซ่อนเร้น ทั้งการโยกย้ายแต่งตั้งคนของตนเองเข้ามาอยู่ในภาคส่วนทั้งวงราชการและรัฐวิสาหกิจ รวมถึงการแทรกแซงในเกือบทุกภาคส่วนของประเทศ ที่สำคัญมีการล้ำเส้นเข้าไปในองค์กรอิสระ ศาลสถิตยุติธรรม อย่างฮึกเหิม ไม่เกรงกลัวฟ้าดิน ทำให้ม็อบต่างๆ จุดติดเร็วเเบบคาดไม่ถึง
บทบาทของนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทราบกันทั่วว่าเป็นเพียงหุ่นเชิดของผู้มีอำนาจตัวจริงคือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้การบริหารประเทศเกือบ 2 ปีของรัฐบาลยังไม่เห็นความชัดเจนอะไรที่จะนำพาประเทศชาติให้ไปถึงฝั่งดังที่ได้รับปากหาเสียงไว้ ปัญหาปากท้องประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของทุกชนชั้น กลับถูกเพิกเฉย ไม่ได้เอาใจใส่เท่าที่ควร รัฐบาลกลับสิ้นเปลืองงบประมาณไปกับโครงการประชานิยม รวมถึงการเดินทางไปเชื่อมสัมพันธไมตรีและติดต่อการค้าของนายกฯ 52 ครั้ง 41 ประเทศ ด้วยภาษีอากรของประชาชน หลังจากพี่ชายเดินทางไปกรุยทางก่อนหน้า นำมาซึ่งความแคลงใจในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน แต่กลับเพิกเฉยต่อการทำหน้าที่ในสภา ทั้งที่เป็นตัวแทนของประชาชน
แม้จะจนมุมด้วยการประกาศยกเลิกร่างกฎหมาย พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่งแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความจริงใจของรัฐบาล นายกรัฐมนตรียังออกมาแสดงอาการเกรี้ยวกราดท้าทายกลุ่มคนที่ออกมาคัดค้าน ทั้งที่ส่วนใหญ่เป็นระดับปัญญาชน ขณะที่ลิ่วล้อได้แสดงธาตุแท้ออกมาว่าจะหยิบร่างสุดซอยกลับมาพิจารณาอีกครั้ง นายกรัฐมนตรีเรียกร้องให้เลิกชุมนุมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ทั้งที่พฤติกรรมที่ผ่านมาของรัฐบาลสร้างความเคลือบแคลงมาตลอด ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้แก่คนในประเทศเลย ยังมีอภิมหาโปรเจกท์ทั้งงบประมาณป้องกันน้ำท่วม 3.5 แสนล้าน โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศงบประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท และโครงการอื่นๆ ที่รัฐบาลต้องมาดำเนินการ เมื่อรัฐบาลหมดความไว้วางใจคงเป็นเรื่องลำบากหากยังจะนั่งบริหารประเทศอยู่



