
แกะรอยรวบอดีตรปภ.แค้นบีบคอ-ข่มขืนฆ่าซ้ำ
แกะรอยรวบอดีตรปภ.แค้นบีบคอ-ข่มขืนฆ่าซ้ำ : สายตรวจระวังภัย โดยทีมข่าวอาชญากรรม
รอยช้ำเพียงเล็กน้อยที่ลำคอศพนางสกาวรัตน์ นพพรสุวรรณ อายุ 60 ปี เจ้าของหอพัก ย่านรามฯ 2 ทำให้พนักงานสอบสวน สน.อุดมสุข ยังไม่ปักใจเชื่อว่า สาเหตุการเสียชีวิต เพราะโรคประจำตัว แม้ว่าญาติพี่น้องจะยืนยันว่า นางสกาวรัตน์เสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวรุมเร้าหลายโรค และอาจจะลื่นล้มเสียชีวิต !
ญาติของนางสกาวรัตน์เปิดเผยต่อ "ทีมข่าวอาชญากรรม" ว่า วันเกิดเหตุ รู้สึกผิดสังเกตที่ผู้ตายไม่ลงมาจากห้องพัก จึงไปเคาะประตูห้อง แต่ปรากฏถูกล็อกกลอนจากด้านใน จึงงัดประตูแล้วเข้าไปพบว่านางสกาวรัตน์นอนเสียชีวิต เลยโทรศัพท์แจ้งตำรวจมาตรวจสอบ
"ดูสภาพภายในห้องไม่พบร่องรอยการต่อสู้ ญาติๆ เชื่อกันว่าน่าจะเสียชีวิตเพราะโรคประจำตัว ประกอบกับห้องพักอยู่ชั้นสูงถึงชั้น 4 อยู่ด้านในสุดของอาคาร แต่ตรวจสอบในห้องพักพบทรัพย์สินเสียหายไปหลายรายการ"
แม้ว่าญาติจะยืนยันด้วยความมั่นใจ แต่ "ร่องรอย" ที่พนักงานสอบสวนพบกลับแย้งกับความเชื่อของญาติๆ จึงนำศพนางสกาวรัตน์ส่งชันสูตรอย่างละเอียดที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผลปรากฏว่าสาเหตุการตายเนื่องจากถูกคนร้ายข่มขืนและบีบคอจนสิ้นใจ !
ภายหลังผลนิติวิทยาศาสตร์ปรากฏออกไป ทำให้ตำรวจเริ่มต้นสืบสวนอย่างจริงจัง เริ่มแกะรอยจากการหากล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง กระทั่งพบกล้องวงจรปิดของบ้านฝั่งตรงข้าม มีภาพชายต้องสงสัยเดินผ่านกล้องใกล้เคียงกับเวลาที่เกิดเหตุ
"ชุดสืบสวนลงพื้นที่หาผู้ต้องสงสัยบริเวณใกล้เคียง กระทั่งพบชายในภาพคือนายเดือน หรือจ้อน ชีวะกุล เคยสมัครเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยแถวๆ นั้น และยังเช่าหอพักของผู้ตาย แต่โดนไล่ออกไป เพราะตั้งแต่นายเดือนมาอยู่ทรัพย์สินภายในหอพักหายไปหลายรายการ ตำรวจจึงตั้งนายเดือนเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง" พ.ต.ต.สุรพงษ์ พุฒขาว สว.สส.สน.อุดมสุข กล่าว
พ.ต.ต.สุรพงษ์กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นได้ส่งชุดสืบสวนหาข่าวในพื้นที่เพิ่มเติม กระทั่งพบคนขายลอตเตอรี่ที่รู้จักกับภรรยาของผู้ต้องสงสัยจึงทราบว่าเขาและภรรยาหนีออกจากพื้นที่หลังเกิดเหตุ และเมื่อตรวจสอบเช็กสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียชีวิตที่หายไป พบว่ายังเปิดใช้อยู่ย่านจุฬาลงกรณ์
"โทรศัพท์ของผู้เสียชีวิตเป็นอีกเบาะแสชิ้นสำคัญในคดีนี้ที่ทำให้ตำรวจมั่นใจว่า ผู้ต้องหารายนี้คือนายเดือน"
ดังนั้น การติดตามจับกุมคนร้ายตามสัญญาณโทรศัพท์พท์ของผู้ตายเริ่มต้นย่านจุฬาลงกรณ์ กระทั่งจุดสุดท้ายที่สถานีรถไฟใน อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ตำรวจดักซุ่มเพราะคิดว่าคนร้ายรายนี้เตรียมเดินทางกลับบ้านที่ จ.นครสวรรค์ เมื่อขบวนรถไฟเที่ยวสุดท้ายมาถึงตำรวจพบนายเดือนกับภรรยาอยู่บนรถไฟจึงเข้าจับกุมตัวทันที
"เราตามสัญญาณโทรศัพท์ของผู้ตายไปเรื่อยๆ จนพบว่าผู้ตายน่าจะเดินทางด้วยรถไฟเพราะสัญญาณโทรศัพท์อยู่ในตามรางรถไฟ จนสุดที่สถานีรถไฟ อ.ท่าเรือ จึงส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่ ก็ได้พบว่าคนร้ายได้มาสมัครเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยแถบนั้น คาดว่าเตรียมที่จะกลับ จ.นครสวรรค์ เลยเฝ้าที่สถานีรถไฟ จนเจอบุคคลที่ตรงกับลักษณะรูปพรรณ จึงจับตัวมาสอบสวน"
นายเดือนยอมรับสารภาพกับพนักงานสอบว่า เป็นคนก่อเหตุจริง เพราะแค้นที่ผู้ตายไล่ออกจากหอพักจึงหวนกลับมาก่อเหตุดังกล่าว
"ผมเข้าไปทางตึกร้างถัดออกไปหนึ่งหลัง พังประตูด้านหลังช่วงเวลา 4 ทุ่ม รออยู่ในตึกร้างจนถึงตีสองแล้วปีนขึ้นไปชั้น 3 ของตึกร้างแล้วปีนลัดเลาะทางระเบียงก่อนจะหลบขึ้นไปทางบันไดหนีไฟถึงห้องของผู้ตาย ใช้ไขควงงัดลูกกรงด้านบน แล้วเข้าไปบีบคอและข่มขืนก่อนจะบีบคอซ้ำจนเสียชีวิต" นายเดือนรับสารภาพ
ตำรวจตรวจสอบประวัตินายเดือนพบว่า เคยก่อเหตุข่มขืนมาแล้ว 2 ครั้ง และคดีพรากผู้เยาว์ ทำร้ายร่างกายและชิงทรัพย์ มีหมายจับหลายท้องที่ และทำร้ายร่างกายแม่และพี่สาวจนพิการ !!!
...................
(หมายเหตุ : แกะรอยรวบอดีตรปภ.แค้นบีบคอ-ข่มขืนฆ่าซ้ำ : สายตรวจระวังภัย โดยทีมข่าวอาชญากรรม)



