คอลัมนิสต์

วันพิพากษา

วันพิพากษา

10 พ.ย. 2556

วันพิพากษา : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556

             แต่เดิม ตอนที่สภาผู้แทนราษฎรยังไม่หักดิบ ผ่านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับ "สุดซอย" นั้น วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2556 ถูกกำหนดให้เป็น "วันพิพากษา" เพราะคนไทยแทบทุกชีวิตร้อยหัวจิตหัวใจเป็นหนึ่งเดียวจับจ้อง เงี่ยหูรอฟังว่า ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก จะตัดสินคดีพิพาทเขาพระวิหารระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาออกมาอย่างไร ตัดสินให้ไทยชนะ เจ๊ากันไป หรือว่าเลวร้ายสุดก็คือเจ๊ง ซึ่งนั่นก็ยังวิเคราะห์กันเอาไว้ว่า ถ้าหากคำพิพากษาออกมาในทางลบ อุณหภูมิการเมืองจะร้อนฉ่าขึ้นทันที แต่ดีกรีความร้อนแรงกลับไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ด้วยเหตุที่สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมือเติมเชื้อไฟเพิ่มอุณหภูมิขึ้นมา ด้วยมติรวบรัดตัดความผ่านร่างกฎหมาย "ยกโทษคนโกง" บีบเค้นให้มวลมหาประชาชนผู้รักความเป็นธรรม ชิงชังการทุจริตฉ้อฉลออกมารวมตัวกันเต็มทั่วท้องถนนทุกหนทุกแห่ง

             วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2556 ย่อมเปรียบเสมือนวันพิพากษาประเทศไทยไปในคราวเดียวกัน เพราะไม่เพียงแต่แกนนำผู้ชุมนุมต่อต้านร่างกฎหมายสุดซอยจะขีดเส้นตายให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มีอำนาจเหนือสภาผู้แทนราษฎรในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล กระทำทุกอย่างเพื่อให้ร่างกฎหมายอัปยศนี้ "ตายไปจากสารบบ" ภายในเวลา 18.00 น. ซึ่งน่าจะอยู่ในห้วงเวลาคาบลูกคาบดอกกับที่ศาลโลกอ่านคำพิพากษาพอดี และราวกับพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก และวันเดียวกันนี้ วุฒิสภาซึ่งได้ชื่อว่า เสียงส่วนใหญ่ประพฤติตัวเป็นบริวารของอดีตนายกรัฐมนตรีพลัดถิ่นจนถูกขนานนามว่า เป็นสภาทาสอีกสาขาหนึ่ง จะต้องพิจารณาหาทางออกให้แก่ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมด้วยเช่นกัน

             หากแต่ในวันพิพากษาที่ร้อนแรงอยู่แต่เดิมนี่เอง กลับมีเรื่องชวนสลดหดหู่ใจซ้ำเข้ามา เมื่อก่อนหน้านั้นปรากฏความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่รัฐบาลให้การสนับสนุนออกมาแสดงพลังปกป้องรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ซึ่งนอกจากจะแสดงให้เห็นโฉมนักการเมืองหน้าไหว้หลังหลอก ปากอย่างใจอย่าง อันจะยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้มวลชนโกรธขึ้งมากขึ้นเป็นทวีแล้ว การยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนดังกล่าวเข้ามาเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมต่อต้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรม เช่นนี้แล้ว ก็เท่ากับว่า นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลไม่ได้ดำรงสถานะของผู้นำฝ่ายบริหารอีกต่อไป หากเป็นแต่เพียงหัวหน้าม็อบ หัวหน้ากลุ่มมวลชนที่พร้อมจะเข้าห้ำหั่นแก้เกมเอาชนะคะคานด้วยเดิมพันเลือดเนื้อประชาชนเท่านั้น

             แม้ว่า พื้นเพรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะมีที่มาจากกลุ่มคนเสื้อแดงที่ร่วมกันโค่นล้มรัฐบาลชุดก่อนด้วยแรงกดดันบนท้องถนนจนเกิดการจลาจลที่มีผู้คนล้มตายมากมายในที่สุด แต่เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์และคณะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและได้อำนาจบริหารมาครองในฐานะรัฐบาล อันจะต้องมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าภายใต้การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ที่นายกฯ พรรคเพื่อไทยท่องไว้ดั่งคาถา จึงต้องสำนึกและสังวรอยู่เสมอว่า การกระทำใดๆ ก็แล้วแต่ จะต้องเป็นไปเพื่อความสงบสุขในแผ่นดิน ไม่ใช่เพื่อพวกพ้องน้องพี่คนสีเดียวกันและหมู่เหล่า เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ความชอบธรรมและศรัทธาของประชาชนที่มีอยู่น้อยเต็มทีแล้วก็จะไม่เหลือไว้ให้กู้คืนกลับมาอีกเลย