คอลัมนิสต์

พลังประชาชนกับรัฐบาล

พลังประชาชนกับรัฐบาล

08 พ.ย. 2556

พลังประชาชนกับรัฐบาล : บทบรรณาธิการฉบับวันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2556


              ปรากฏการณ์มวลมหาประชาชน ทั้งในส่วนพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดออกมาประท้วงคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม "ฉบับสุดซอย" กันอย่างมืดฟ้ามัวดินอย่างที่ไม่ค่อยจะได้เห็นกันบ่อยนัก นับเป็นการแสดงออกทางการเมืองอันทรงคุณค่า และควรค่าที่จะต้องพิจารณากันอย่างกว้างขวางรอบด้าน เพื่อให้ประสบการณ์ใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทยหน้านี้ ไม่สูญเปล่า หากแต่จะเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หลังจากได้มีข้อพิสูจน์มาหลายทศวรรษจนนับไม่ถ้วนแล้วว่า หลังการปฏิวัติเมื่อปี 2475 ก็ดี หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม หรือแม้แต่โศกนาฏกรรมและความรุนแรงที่อุบัติตามมาก็ดี หาได้ทำให้สภาพการเมืองหลุดพ้นจากวงจรเลวร้ายที่นักการเมืองอาศัยกลไกที่พวกเขาสร้างกันขึ้นเอง หมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันเข้ามาหาช่องโกงกินคอร์รัปชั่นและสร้างโครงข่ายอำนาจและอิทธิพลเพื่อส่งต่อให้ญาติและบริวารจากรุ่นสู่รุ่น

              บ่อยครั้งที่กองทัพหยิบยกเหตุผลของการคอร์รัปชั่นโกงกินขึ้นมาทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จนกระทั่ง 2 ครั้งหลังสุด ซึ่งอุบัติขึ้นสวนกับความรู้สึกของสังคม จนเริ่มเกิดกระแส "องุ่นเปรี้ยว" ที่ว่า ประชาชนยอมรับได้ถ้าหากนักการเมือง "โกงแต่เก่ง" จนพัฒนามาถึงขั้นที่ว่า โกงไม่เป็นไรขอให้แบ่งปันกันทั่วถึง ซึ่งย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักการเมืองจะได้คิดค้นวิธีการต่างๆ นานาเพื่อแบ่งปันเศษสิ่งให้ผู้คนที่ตกอยู่ภายใต้ร่มเงานโยบายประชานิยม ซึ่งถูกหลอมรวมไว้ในเบ้าประชาธิปไตยจอมปลอม ฉีดยาประชานิยมเข้าเส้นประชาชนจนเสพติดงอมแงมง่อยเปลี้ยเสียขาไม่มีปากเสียงเถียงด่า แม้ว่าจะเห็นมหกรรมโกงชาติอยู่ตรงหน้า เหมือนกับจะพากันเพิกเฉยต่อธรรมาภิบาลไปเสียสิ้น แต่แรงต้าน "นิรโทษกรรมคนโกง" ที่กลายเป็นกระแสหลักไปแล้วขณะนี้ กลับแสดงให้เห็นว่า สังคมของเราพร้อมแล้วที่จะก้าวเดินสู่การปฏิรูปครั้งใหญ่

              กล่าวสำหรับรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่พยายามบอกสังคมว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเข้าสู่การพิจารณาของสภา แต่ในทางพฤตินัยกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม เพราะนอกจากนายกรัฐมนตรีจะเป็นน้องสาวที่เชื่อฟังพี่ชายอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่พยายามผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อตัวเขาเองด้วยแล้ว นายกรัฐมนตรียังเป็นแกนหลักในพรรคเพื่อไทยที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเสนอกฎหมายนิโทษกรรมหลายฉบับ รวมทั้งการแปรญัตติฉบับสุดซอย ซึ่งกรรมาธิการก็ยอมรับออกมาตรงๆ ว่า แปรญัตติเหมาเข่งเพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณได้กลับบ้าน เช่นนี้แล้ว การที่นายกรัฐมนตรีออกมาบอกว่า เป็นเรื่องของสภาไม่เกี่ยวกับรัฐบาลจึงเป็นแต่เพียงวาทกรรมที่ไม่มีใครเชื่ออีกต่อไป

              เมื่อเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า รัฐบาลโดยพรรคไทยรักไทยและพรรคร่วมรัฐบาล คือผู้ผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นกันมาหลายวันแล้วว่า มวลมหาประชาชนที่พร้อมใจกันออกมาแสดงพลังคัดค้านนั้น ได้ปฏิเสธการใช้อำนาจของนักการเมืองที่แยกแยะไม่ออกระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเพราะเป็นคนเดียวกัน เป็นพวกเดียวกัน ซ้ำยังเป็นบริวารของนักการเมืองที่กำลังจะได้รับผลประโยชน์จากกฎหมายอัปยศฉบับนี้ เมื่อสถานการณ์เดินมาไกลถึงขนาดนี้ จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่จะมีคำถามถึงความชอบธรรมของรัฐบาลที่จะทำงานบริหารบ้านเมืองต่อไป