คอลัมนิสต์

อย่าปฏิเสธประชาชน

อย่าปฏิเสธประชาชน

05 พ.ย. 2556

อย่าปฏิเสธประชาชน : บทบรรณาธิการประจำวันที่5พ.ย.2556

            จะว่าไปแล้วทุกอย่างมีสองด้านเสมอนั้น นับเป็นสัจธรรม ที่เกิดขึ้นได้กับทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งเหตุการณ์การรวมตัวชุมนุมทางการเมืองครั้งล่าสุด ที่ก่อนหน้านี้มีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล โค่นล้มระบอบทักษิณ แยกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกอยู่ที่สวนลุมพินี ขณะที่อีกกลุ่มยึดพื้นที่บริเวณแยกอุรุพงษ์เป็นสถานที่ชุมนุม หลังจากรวมตัวกันชุมนุมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วไม่เป็นผลสำเร็จ โดยมวลชนที่ร่วมกันต่อสู้ในครั้งนั้นเลือกที่จะเดินทางกลับไปชุมนุมกันต่อที่สวนลุมพินี แต่สถานการณ์การชุมนุมของมวลชนทั้งสองกลุ่มก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะสร้างความปั่นป่วนจนทำให้รัฐบาล-ฝ่ายนิติบัญญัติ สูญเสียเอกภาพได้ เพราะมั่นใจในอำนาจการแก้ไข ตรากฎหมาย ที่มีอยู่

            แต่จะด้วยความมั่นใจในอำนาจที่มีอยู่มากเกินไปหรืออย่างไรก็แล้วแต่ ทำให้การผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรมภายใต้เสียงข้างมากในสภาเลือกที่จะเดินเครื่องเต็มที่ โดยไม่สนใจในเสียงข้างน้อยในสภาจะทักท้วงอย่างไร รวมทั้งกระแสภายนอกที่เริ่มเห็นค้านการนิรโทษกรรมที่ครอบคลุมถึงทุกคนทั้งคดีอาญาและคดีทุจริต อย่างมี่เรียกกันสั้นๆ ว่า "สุดซอย" ทำให้การผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรมผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้ในคราวเดียว ทั้งที่กำหนดการพิจารณาเอาไว้ถึง 2 วัน แต่กลับใช้เวลาเพียงแค่วันกับอีกคืน โดยยังไม่ทันถึงรุ่งเช้าอีกวันสภาก็โหวตผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ไปแล้ว

            ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายในประเทศ โดยเฉพาะ ป.ป.ช. องค์กรอิสระที่มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ต่างกังวลต่อผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในหลายพื้นที่ และหลายครั้ง เกี่ยวกับเรื่องการทุจริต ซึ่งต่างก็รู้ว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยไม่เพียงย่ำอยู่กับที่ หากแต่เดินถอยหลังและทำท่าว่าจะล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านเข้าไปทุกที แต่เมื่อร่างกฎหมายนิรโทษกรรมผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และกำลังรอเข้าพิจารณาในชั้นวุฒิสภา ก็ปรากฏว่าประชาชนทุกหมู่เหล่ายินดีที่จะออกมาชุมนุมเพื่อคัดค้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ตามสถานที่ชุมนุมที่มีการจัดขึ้นในพื้นที่หลายแห่งทั่วประเทศ

            ผู้คนที่มาชุมนุมนั้น หลายคนไม่ได้มาเพราะเลือกพรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามรัฐบาล หรือตั้งใจว่าจะเลือก หรือเพราะเกลียดชังรัฐบาล หากแต่รับไม่ได้กับการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่โกงชาติโกงแผ่นดิน ในกรณีนี้ต้องยกเอาบรรดานักวิชาการ ครูบาอาจารย์ในสถาบันการศึกษาทั้งหลายที่พร้อมใจกันเข้าชื่อคัดค้าน ด้วยเพราะต้องรับผิดชอบเนื้อหาในการสั่งสอนบรรดานักเรียนนักศึกษาทั้งหลาย เช่นเดียวกับนักศึกษาเองก็ไม่รีรอที่จะมาร่วมลงชื่อเพื่อแสดงพลังคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้

            ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ ผลจากการผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมครั้งนี้ ก็ได้ทำให้ผู้คนในชาติ ที่น่าจะเรียกได้ว่า เป็น "เสียงส่วนใหญ่และเป็นเสียงบริสุทธิ์" กล้าออกมาแสดงตัวพร้อมกันว่า ไม่สามารถยอมรับได้กับการไม่เอาผิดคนโกงชาติโกงแผ่นดิน ถึงแม้ว่า กระบวนการนิรโทษกรรมคนโกงแผ่นดินนั้นผ่านกระบวนการของรัฐสภา ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนของประชาชนในระดับหนึ่งไปแล้วก็ตาม และเชื่อว่า พลังของประชาชนที่ออกมาในครั้งนี้ มากพอที่จะทำให้ตัวแทนของประชาชนที่เรียกว่า "วุฒิสภา" น่าจะฉุกใจได้คิดจินตนาการเห็นอนาคตว่า การปฏิเสธความต้องการของประชาชนนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับชาติบ้านเมือง