คอลัมนิสต์

กองทัพวางแผนรับผลตัดสินพระวิหาร

กองทัพวางแผนรับผลตัดสินพระวิหาร

31 ต.ค. 2556

กองทัพวางแผน'เผชิญเหตุปี57' รอผลตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง

�������������� รัฐบาลไทย-กัมพูชา ต่างใจจดใจจ่อในการรอฟังคำตัดสิน "คดีปราสาทพระวิหาร"� ของศาลโลก ในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ เพราะต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่ทราบชะตากรรมว่า ผลคำตัดสินของศาลโลกจะออกมาในทิศทางใด เพียงแต่เป็นการคาดเดาไปต่างๆ นานากันเท่านั้น ซึ่งการประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคง ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน เพื่อประเมินติดตามวิเคราะห์สถานการณ์ในคดีดังกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงข้อกังวลที่อาจจะตามมาในหลายรูปแบบ

�������������� สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงเกิดความวิตกกังวลมากที่สุดคือ ปัญหาความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นระลอกใหม่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจจะส่งผลกลายเป็นปัญหา "สงครามขนาดย่อม" เหมือนอย่างที่ผ่านมาก็เป็นไปได้ ซึ่งกองทัพบกในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบในพื้นที่ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เตรียมลงพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ด้วยตัวเอง เพื่อลงไปติดตามและกำชับการปฏิบัติของกำลังพลในพื้นที่

�������������� โดยก่อนหน้านี้ได้มีการสั่งการ พล.ท.ชาญชัย ภู่ทอง แม่ทัพภาคที่ 2 ให้ทหารที่ประจำอยู่ในที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และด้านปราสาทพระวิหาร ให้ดูแลรักษาอธิปไตยตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มั่นใจสถานการณ์ที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเสี้ยววินาที โดยเบื้องต้นกองทัพบกได้เตรียมแผน “เผชิญเหตุ ปี 57" ในการดูแลรักษาอธิปไตยในการรองรับสถานการณ์ในพื้นที่

�������������� พล.ท.ชาญชัย กล่าวว่า สถานการณ์ในปัจจุบันยังปกติ 100 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่มีการเพิ่มเติมกำลังใดๆ ทั้งสิ้น เพราะกำลังที่มีอยู่ก็เพียงพอต่อการรักษาอธิปไตยตามแนวชายแดนอยู่แล้ว ทั้งนี้การดำเนินการใดจะมีคณะกรรมการของกองทัพบกในการพิจารณาแก้ปัญหา ซึ่งการปฏิบัติการทุกอย่างจะมีความชัดเจน ตอนนี้สิ่งที่ดีที่สุดคือ การพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

�������������� “ผมได้ลงไปในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในระดับหน่วยทุกหน่วยที่คิดว่ามีปัญหา ซึ่งได้รับการตอบรับจากทหารเพื่อนบ้านเป็นอย่างดี และยังไม่มีข้อกังวลใจอะไรที่จะก่อให้เกิดปัญหาในการตัดสินคดีปราสาทพระวิหารในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ ทั้งนี้ผมได้พบปะพูดคุยกับผู้บัญชาการกองกำลังของกัมพูชาที่อยู่ในพื้นที่ 5-6 จุด ซึ่งสถานการณ์ในพื้นที่ยังไม่มีอะไรปกติดี ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เน้นย้ำให้เข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ และทำความเข้าใจกับสถานการณ์ โดยเฉพาะหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่”

�������������� พล.ท.ชาญชัย กล่าวอีกว่า ไม่อยากให้ตื่นตระหนกต่อสถานการณ์ในพื้นที่ โดยผู้บัญชาการทหารบกได้กำชับไม่ให้มีการปรับกำลัง หรือเพิ่มเติมกำลังใดๆ ที่แนวชายแดน เพื่อไม่ให้เกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน เพราะเป็นข้อตกลงเดิมที่ไทยและกัมพูชาเคยทำกันไว้ ที่ผ่านมากัมพูชามีการหมุนเวียนกำลังทหารเท่านั้น ไม่ได้มีการปรับกำลังเพื่อรองรับสถานการณ์ในช่วงการตัดสินคดีปราสาทพระวิหารแต่อย่างใด ทั้งนี้หากเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้นมา เรามีทหารประสานงานระหว่าง ผบ.หน่วย 2 ฝ่าย โดยจะใช้เวลาเพียง 5 นาที ก็รู้เรื่องกันแล้ว

�������������� ไม่ว่าศาลโลกจะตัดสินออกมาอย่างไร ทหารเราก็จะต้องอยู่ในความสงบ และยึดหลักการความเป็นเพื่อนบ้านกัน ผู้บัญชาการทหารบกได้ย้ำมากว่า อย่ามีการเคลื่อนไหว หรือเคลื่อนย้ายกำลัง ซึ่งในพื้นที่ PDZ นั้น ห้ามไม่ให้มีการเคลื่อนกำลังใดอยู่แล้ว แต่ในพื้นที่ A B C D นั้น ก็มีการลาดตระเวนร่วม การดูแลชายแดนกันตามปกติ แต่ก็ยึดข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ไม่มีการเพิ่มเติมกำลังทหาร และเราจะไม่เป็นฝ่ายสร้างเงื่อนไขให้เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้นโดยเด็ดขาด การแก้ไขปัญหาจะต้องยึดหลักสันติวิธี

�������������� “ผมได้ลงไปตรวจดูในพื้นที่ 5-6 จุด กำลังทหารที่เผชิญหน้ากันก็อยู่ในความสงบ มีความสัมพันธ์ที่ดีของทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะบางจุดที่มีการลาดตระเวนร่วมกันไม่น่ามีอะไรเป็นห่วง แต่ถ้าหากเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาทางกองทัพบกก็มีแผนเผชิญเหตุไว้รองรับสถานการณ์อยู่แล้ว โดยจะมีการพูดคุยกันในหน่วยกำลัง เพราะเรามีกำลังเผชิญหน้ากันอยู่แล้ว เราจะต้องเน้นการพูดคุย แต่ในพื้นที่เองก็ต้องยอมรับว่ามักจะได้ยินเสียงปืนจากชาวบ้านที่ออกไปล่าสัตว์ในยามค่ำคืน แต่สิ่งนี้ได้มีการพูดคุยกับทหารกัมพูชาก็เกิดความเข้าใจกัน ซึ่งจะป้องกันไม่ให้มีเสียงปืนแตกโดยเด็ดขาด”

�������������� โดยทั้ง 2 ฝ่ายทางผู้บังคับบัญชาของทางกัมพูชาก็มีการเน้นย้ำในลักษณะเดียวกันกับของไทย ซึ่งมีการสื่อสารทางโทรศัพท์กับทางกัมพูชาบ่อยครั้ง และพบปะกันโดยตรง หากมีปัญหาอะไรก็จะเช็กให้ทันที เพื่อป้องกันความผิดพลาดหรือเป็นเงื่อนไขให้เกิดความไม่เข้าใจกัน

�������������� ทั้งนี้ได้บอกกำลังพลให้ติดตามสถานการณ์การตัดสินคดีของศาลโลกอย่างมีสติ และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งสำคัญต้องตามคำสั่งของผู้บัญชาการทหารบกอย่างเคร่งครัด และมีการซักซ้อมตามแผนกันมาตามวงรอบและอย่างสันติ


................

(หมายเหตุ : กองทัพวางแผน'เผชิญเหตุปี57' รอผลตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง)