
เอาพี่ชายหรือชาติบ้านเมือง
เอาพี่ชายหรือชาติบ้านเมือง : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
สถานการณ์การเมืองเข้มข้นขึ้นทุกขณะ เมื่อฝ่ายการเมืองเข้าเกียร์ 5 เร่งเครื่องดันกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับสุดซอย ชนิดไม่สนว่าใครจะคิดอย่างไร และไม่สนว่า ผู้คนที่ออกมาคัดค้านนั้นเป็นใครมาจากไหน มีตำแหน่งแห่งที่ในสังคมอย่างไร
น่าสังเกตว่า กลุ่มมวลชนที่ออกมาต่อสู้คัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ และพยายามโค่นระบอบทักษิณนั้น เริ่มขยายวงกว้าง
หลากหลายจนแทบจะบอกได้ว่า ที่ต้านนั้นไม่ใช่เพราะเหตุผลทางการเมืองไปแล้ว
โดยเฉพาะกลุ่มหมอ ที่ยืนยันว่า ที่มานั้นไม่ได้ลากเอาชื่อเสียงสถานที่ทำงานมาเป็นฉากหลัง
ล่าสุดก็มีแถลงการณ์จาก องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นฯ และภาคีภาคธุรกิจ การเงินและการลงทุน คัดค้านล้างผิดคดีโกง ซึ่งเป็นภาคเอกชนที่รวมตัวกันต่อต้านการโกงทุกรูปแบบ ก็เริ่มเปิดตัวและเรียกร้องให้ประชาชนที่มีแนวคิดเช่นเดียวไปร่วมกันแสดงพลัง
ภาคเอกชนกลุ่มนี้ยืนยันว่า การเอาผิด และการล้างผิดนั้นจะต้องมีความชัดเจน และเป็นธรรม แล้วก็ให้ว่ากันไปตามเจตนารมณ์ของการออกกฎหมาย นั่นคือ การนิรโทษกรรมของผู้ที่เคลื่อนไหวด้วยเหตุผลทางการเมืองจริงๆ
แต่การเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้นก็ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่ใช่เคลื่อนไหวเพราะการเมือง แต่ไปละเมิดกฎหมายทำลายทรัพย์สินผู้อื่น หรือทรัพย์สินของทางราชการ
กรณีเรื่องทุจริตยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรได้รับการนิรโทษกรรม
เพราะการทุจริตไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจตนารมณ์ทางการเมือง
ยิ่งไปดูพฤติการณ์แห่งคดียิ่งไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับการเมือง
อาจจะเกี่ยวก็ตรงที่การมีอำนาจการเมืองอยู่ในมือแล้วใช้มันเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ
เนื้อหาของร่างกฎหมายที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) และสมาชิกองค์กรภาคธุรกิจ การเงินและการลงทุน เขาร่วมกันต้านก็เป็นเนื้อหาเดียวกันกับที่ฝ่ายตรงกันข้ามรัฐบาลเขาไม่เอา
“...หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2556 ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง...”
ถึงแม้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะยืนยันว่า ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมไม่เกี่ยวข้องกับการเงิน แต่คนค้านเขาบอกว่า ข้อความที่เปลี่ยนแปลงไปจากร่างเดิมอย่างที่ว่านั้น มันจะทำให้เกิดสิทธิในเวลาต่อมาแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
แล้วก็ยิ่งชัดเจน เมื่อมีรายงานข่าวว่า มีการพบปะกันระหว่าง จตุพร พรหมพันธุ์-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กับ เจ๊แดง เมื่อสองสามวันก่อน โดยมีข่าวว่า เจ๊แดงถึงกับออกปากขอร้องให้แกนนำเสื้อแดงทั้งสองที่คัดค้านนิรโทษแบบสุดซอยให้เห็นใจพี่ชายด้วย
แต่สองแกนนำเสื้อแดงจะมีจุดยืนที่เข้มแข็งแค่ไหนไม่รู้ รู้แต่ว่า แนวโน้มมติพรรคเพื่อไทยจะให้โหวตรับร่างกฎหมายร้อนฉ่าฉบับนี้
นั่นอาจเป็นเพราะประเมินกันแล้วว่า "การเมือง" อยู่ในช่วงที่ได้เปรียบ ประชาธิปัตย์ละล้าละลัง ยังขาสั่นว่าจะเล่นแต่ในสภาหรือว่าจะเทหมดหน้าตักลงบนถนนร่วมกับม็อบอุรุพงษ์
ขณะที่ม็อบอุรุพงษ์ก็ยังคงขาดเอกภาพในการนำ เช่นเดียวกับม็อบที่สวนลุมฯ ที่นับวันจะ "สันโดษ" มากขึ้นทุกขณะ
ด้านกองทัพแม้จะส่งสัญญาณไม่เอานิรโทษเหมาเข่ง แต่ก็ยังไม่ชัดว่าสุดท้ายจะเอาอย่างไร เพราะยังมีเรื่องปราสาทพระวิหารคามืออยู่
ก็เลยกลายเป็นเหตุให้เร่งให้จบในช่วงนี้ !
แต่การปรากฏตัวขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) และสมาชิกองค์กรภาคธุรกิจ การเงินและการลงทุน ย่อมมองข้ามไม่ได้ ทั้งในแง่ "พลัง" และในแง่ของ "เหตุผล" ที่หยิบยกการเป็น "ภาคีอนุสัญญาขององค์การสหประชาชาติเพื่อการต่อต้านการทุจริต" ที่รัฐบาลไทยไปให้สัตยาบันเอาไว้เมื่อ 1 มีนาคม 2554
แล้วมันเหมาะสมที่ไหนที่จะไปออกกฎหมายที่สุ่มเสี่ยงต่อการกระทำขัดต่อสัตยาบันที่ให้ไว้ต่อสหประชาชาติ
เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่อง "เห็นใจพี่ชาย" แต่มันต้องเป็นเรื่อง "เห็นใจชาติบ้านเมือง"
...........................
(หมายเหตุ : เอาพี่ชายหรือชาติบ้านเมือง : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา)



