คอลัมนิสต์

สมดุลการพัฒนาต้องมีรูปธรรมลดความเหลื่อมล้ำ

สมดุลการพัฒนาต้องมีรูปธรรมลดความเหลื่อมล้ำ

29 ต.ค. 2556

สมดุลการพัฒนาต้องมีรูปธรรมลดความเหลื่อมล้ำ : กระดานความคิด โดยสิทธิชัย สถาพรอนันต์

                ภาพคู่ขนานล่าสุดของการเดินสายชี้แจงทำความเข้าใจโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศ ตามร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่จ.ขอนแก่น

                นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงทุนนั่งรถบขส.กว่า 7 ชั่วโมงไปจ.ขอนแก่น โดยก่อนหน้าที่จะไปเป็นประธานเปิดงาน "สร้างอนาคตไทย 2020" เขาเดินทางไปรับฟังข้อเสนอและดูสภาพปัญหาของชุมชนแออัดที่บุกรุกที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เฉพาะในเขตเทศบาลจังหวัดขอนแก่น มีอยู่ถึง 13 ชุมชน รวม 1,227 ครัวเรือน ซึ่งในระยะอันใกล้จะได้รับผลกระทบจากโครงการรถไฟรางคู่และรถไฟความเร็วสูง ซึ่งมีความจำเป็นจะต้องเคลียร์พื้นที่ข้างทางรถไฟจากเดิมที่จะกันไว้ที่ 20 เมตร เพิ่มเป็น 40 เมตร นั่นก็หมายถึงจะต้องมีการไล่รื้อกันขนานใหญ่ แม้กระทั่งกับบางชุมชนที่เคยทำสัญญาเช่าไว้กับการรถไฟเองก็จะต้องแก้ไขกันใหม่

                ในเวทีโรดโชว์ นายชัชชาติบอกว่า การพัฒนาโครงข่ายด้านคมนาคมทั้งหมดที่กระจายไปสู่ประชาชนทุกภาคส่วนในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ ถนนสายหลัก 4 ช่องจราจร รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ด่านชายแดน ตลอดจนศูนย์กระจายสินค้า มีจุดมุ่งหมายจะพัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาเมืองใหม่ รอบสถานีเชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับขอนแก่นเข้าด้วยกันในทุกมิติ

                แต่เมื่อขึ้นเวทีรับข้อเสนอจากตัวแทนองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ นายชัชชาติบอกว่า โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมจะไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าประชาชนยังไร้ที่อยู่อาศัย

                แต่การหาทางออกร่วมกันนั้นจะต้องเป็นไปภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อคือ

                - ที่ดินรถไฟเป็นของคนทั้งประเทศ การพัฒนารถไฟเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ต้องดูแลประชาชนที่ลำบากด้วย ต้องหาทางออกร่วมกัน เช่น ขยับคนไปอยู่นอกเขตการเดินรถในจุดที่เหมาะสม

                - ต้องจำกัดจำนวนชุมชนและคนที่อยู่ ไม่ให้เพิ่มไปมากกว่านี้

                - รถไฟต้องช่วยคนที่ลำบากจริงๆ ที่ไม่ใช่นายทุนมาแสวงประโยชน์จากรถไฟ

                ตอนนี้ทั้งเครือข่ายองค์กรชุมชนคนจนเมืองกำลังเล็งไปที่สนามกอล์ฟของการรถไฟจำนวน 70 ไร่เศษ ซึ่งปัจจุบันถูกทิ้งร้างเป็นพื้นที่เลี้ยงวัวว่าน่าจะมีความเหมาะสมเพราะอยู่ในตัวเมือง ชาวชุมชมยังสามารถทำมาหากินในแหล่งอาชีพเดิมได้ และจะเป็นการแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จคือเอาชุมชนแออัดบนที่ดินการรถไฟมาอยู่ร่วมกันและทำสัญญาเช่าระยะยาว

                ปัญหาคือผลประโยชน์ของการรถไฟก็ต้องถือเป็นแดนสนธยา แม้เป็นพื้นที่รกร้างแต่เมื่อจะมีการนำมาปัดฝุ่นใช้ก็ย่อมเกิดแรงต้านขึ้นมาทันที โดยเฉพาะจากกลุ่มทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

                แน่นอนว่า โดยหลักแล้วก็ควรต้องเป็นการผสมผสานการใช้พื้นที่ซึ่งต้องหารายได้เข้าการรถไฟด้วยขณะเดียวกันก็มีการจัดสรรให้ชาวชุมชนแออัดได้ใช้ประโยชน์ด้วย

                เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า การพัฒนาต่างๆ ของชุมชนเมืองนั้นต้องอาศัยพวกเขาชนชั้นรากหญ้าเป็นปัจจัยการผลิตด้านแรงงานทั้งสิ้น

                การหาดุลยภาพนี้จึงเป็นเรื่องของฝ่ายการเมืองที่จะบริหารได้มากน้อยและเป็นจริงแค่ไหน โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองที่กำลังร้อนปรอทแตก

                การขับเคลื่อนนโยบายนั้น ฝ่ายการเมืองต้องแสดงพลังมากพอที่จะทำให้กลไกข้าราชการขับเคลื่อน เจตนารมณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมคนนี้จะมีพลังแค่ไหน นับว่าน่าจับตาอย่างยิ่ง