
การเมืองพม่าเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ
การเมืองพม่าเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
ย่างกุ้ง-การเมืองพม่าเริ่มเพิ่มอุณหภูมิสูง ฝ่ายค้านนำโดย นางอองซาน ซูจี และชนกลุ่มน้อยออกมาผลักดันเต็มที่ เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2008 ซึ่งถือว่าเป็นฉบับเผด็จการร่างโดยรัฐบาลทหารภายใต้การนำของ อดีตนายพลตัน ฉ่วย
ไม่น่าแปลกใจ ตอนนี้พม่าถือได้ว่าประสบความสำเร็จในการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้ตัวเอง จากประเทศได้ชื่อว่าเป็นอันธพาลในระดับอินเตอร์ มาเป็นประเทศประชาธิปไตยใหม่เอี่ยมของโลก ถึงแม้ว่าจะไม่เต็มใบก็ตาม (ก็ยังดีกว่าหลายๆ ประเทศ) ฉะนั้นจำเป็นต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตราในบางเรื่อง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงสภาพที่แท้จริงของสังคมในพม่าปัจจุบัน
หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษและพม่าในอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ (ยกเว้นสื่อรัฐบาล) พาดหัวข่าวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนกันหมด นอกจากนั้นยังมีข่าวรายงาน ความพยายามของ ซูจี ในการสร้างแรงกดดันในต่างประเทศโดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ผู้นำฝ่ายค้านคนนี้รู้ดีว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันข้างหน้าจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีความพร้อมทั้งในและนอกประเทศ
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ อำนาจการต่อรองที่โลกตะวันตกเคยมีกับรัฐบาลพม่า ขณะนี้เริ่มหดหายไป เพราะว่าสหรัฐอเมริกาและยุโรปได้ยกเลิกมาตรการลงโทษกีดกันต่างๆ ทั้งทางด้านการเงินและเศรษฐกิจในช่วงสองปีที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตยและการค้าการลงทุน หลังจากรัฐบาลทหารพม่าได้มีการปล่อยนักโทษการเมือง นับถือสิทธิมนุษยชน อนุญาตให้นางอองซาน ลงเลือกตั้งซ่อมในปีที่แล้ว ทำให้มีการยอมรับว่าเป็นกระบวนเลือกตั้งที่ยุติธรรมและไม่มีการโกง (ฝ่ายค้านชนะลอยลำ)
ขณะนี้ นางซูจีกำลังเดินสายในยุโรป พยายามชักจูงให้ผู้นำในยุโรปกดดันรัฐบาลพม่าต่อไป เธอรู้ดีว่าการปฏิรูปการเมืองพม่าอาจจะถึงจุดอิ่มตัว ที่ผ่านมาเธอได้ร่วมมือกับทหารและนักการเมืองจากฝั่งรัฐบาลทั้งในและนอกสภา มีความเข้าใจในอนาตการเมืองพม่าอย่างดี อย่าลืมว่าการปฏิรูปการเมืองในพม่า สืบเนื่องจากความล้าหลังของเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งทำให้ประชาชนออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ และประชาธิปไตย ลึกๆ รัฐบาลทหารเป็นห่วงเรื่องความมั่นคงและเสถียรภาพของประเทศอย่างเดียวกลัวรัฐชาติพม่าจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เพราะประเทศนี้มีชนกลุ่มน้อยต่างๆ และหลายๆ กลุ่มนั้นติดอาวุธและสู้รบเก่งด้วย ฉะนั้นมีทางเดียวที่เหลืออยู่คือเปิดประเทศ ปฏิรูปและปรองดอง
คนพม่ารู้ดีว่า รัฐธรรมนูญปี 2008 มีข้อจำกัด คือไม่อนุญาตให้นางซูจีเป็นประธานาธิบดีได้ เนื่องจากมีสมาชิกครอบครัวเป็นชาวต่างประเทศ เธอได้ออกมารณรงค์ในเดือนที่แล้วอย่างชัดเจนว่า เธอยินดีจะแข่งขันในการเป็นประธานาธิบดีในการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2015
นอกจากนั้นยังมีประเด็นเกี่ยวกับอำนาจทหารที่มีอยู่อย่างล้นพ้น ที่นั่งในรัฐสภาทั้งบนและล่าง รวมทั้งสภาในต่างจังหวัดที่มีชนกลุ่มน้อยต้องตกอยู่ในมือทหารทั้งหมด 25 เปอร์เซ็นต์ ในอนาคตการเรียกร้องให้มีการลดสัดส่วนของทหาร หรือกำจัดมาตรานี้ในรัฐสภา คงทำได้ยาก
ในขณะเดียวกันภาคประชาสังคมเริ่มตื่นตัวและรวมตัวกัน ได้มีความพยายามส่งเสริมให้คนธรรมดาทั่วไปได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวางมากที่สุด แบบประชาพิจารณ์แบบที่ทำกันในไทย
ผู้เขียนได้คุยกับปัญญาชนพม่าหลายคนที่มีส่วนผลักดันให้เกิดเวทีประชาพิจารณ์แบบสไตล์พม่า คือเริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ก่อนในวงจำกัดแล้วขยายวงเสวนาต่อไป เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เวลาและมีเงื่อนไขมากมาย
ตอนนี้ ปัญญาชนพม่ามีสองกลุ่มคือ กลุ่มดั้งเดิมที่อยู่ในพม่า ที่เคยต่อสู้กับเผด็จการด้วยข้อจำกัดต่างๆ ส่วนใหญ่มีอาวุโส และเป็นที่เคารพ มีอายุในรุ่นวัยทอง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือบรรดาหนุ่มสาววัยสี่สิบต้นๆ ทั้งหลายที่ได้กลับมาอยู่ในพม่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา
กลุ่มปัญญาชนหนุ่มสาวเหล่านี้ได้ใช้ชีวิตในต่างประเทศ หนีออกนอกประเทศหลังปี 1988 และได้รับการศึกษาและแนวการคิดทางโลกตะวันตก หลังปฏิรูปปี 2011 ได้เดินทางกลับบ้านรับใช้ประเทศ
รัฐบาลพม่าภายใต้การนำของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ฉลาดใช้ ได้นำความคิดและแผนพัฒนาในรูปแบบต่างๆ ของปัญญาชนกลุ่มนี้มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จนได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ นี่คือข้อแตกต่างระหว่างรัฐบาลพม่ากับรัฐบาลเวียดนามและลาวที่ยังไม่ยอมไว้ใจคนโพ้นทะเลที่ลี้ภัยการเมืองจากประเทศตัวเอง ทั้งๆ ที่กลุ่มนี้มีศักยภาพสูงมากทั้งการศึกษาและความรู้ในระดับดีๆ ทั้งนั้น
การเมืองเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญพม่ายังคงเป็นประเด็นร้อนต่อไป ความคืบหน้าจะเป็นอย่างไร ต้องรอดูการเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลกับชนกลุ่มน้อยก่อนว่ามีผลเป็นรูปธรรมอย่างไร ถ้ามีการปรองดองจริงในเร็วๆ นี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องตามมาอย่างแน่นอน ดีไม่ดีอาจต้องร่างใหม่หมดด้วยซ้ำ



