คอลัมนิสต์

พระวิหารผู้นำต้องชัดเจน

พระวิหารผู้นำต้องชัดเจน

29 ต.ค. 2556

พระวิหารผู้นำต้องชัดเจน : บทบรรณาธิการประจำวันที่29ต.ค.2556

              บทสัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ต่อกรณีที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เดินทางไปพูดคุยกับนายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศของประเทศกัมพูชา เพื่อหารือถึงแนวทางปฏิบัติของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อรองรับคำตัดสินของศาลโลกในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ นับเป็นการแสดงความชัดเจนของกองทัพต่อกรณีข้อพิพาทที่กำลังจะถึงจุดชี้ชะตาว่า จะพิพาทกันต่อไป หรือจะสิ้นสุดยุติ และกองทัพจะทำอย่างไร โดยผู้บัญชาการทหารบกยืนยันว่า ทหารพร้อมรบ หากจำเป็นต้องรบ แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือการไม่ต้องรบกัน เพราะจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน

              ในสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมโดยกลไกภายในประเทศ เพราะต้องขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยข้อมูลหลักฐานที่คนในประเทศไทยทั้งประเทศต่างก็ได้รับรู้ด้วยตา ได้ฟังด้วยหูกันทุกคนแล้วว่า ทีมกฎหมายของประเทศไทยนั้นนำเสนอข้อมูลได้ดีเพียงใด ทีมงานที่ไปชี้แจงต่อศาลโลกเมื่อกลับมาถึงประเทศไทย ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ต่างก็ได้รับการยกย่องและให้เกียรติจากคนไทยอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นในภาวะที่จำต้องรอฟังคำพิพากษาเช่นนี้ ทางที่ดีที่สุดก็คือ การศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน เพื่อนำไปเป็นหลักคิดหลักปฏิบัติว่า ภายหลังมีคำพิพากษาของศาลโลกแล้วจะทำอย่างไร

              การด่วนไปคิดว่า การพบปะกันของ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของทั้งสองประเทศที่มีการประชุมร่วมกันนั้นเหมือนกับว่า ประเทศไทยไปแสดงอาการอ่อนข้อให้แก่กัมพูชานั้น ดูจะเป็นการตีตนไปก่อนไข้มากเกินไป เพราะการแสดงท่าทีเช่นนี้ เป็นมติของที่ประชุมคณะพิเศษที่ตั้งขึ้นภายหลังมีการประชุมร่วมกันระหว่างทีมกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายความมั่นคง โดยมีนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นประธาน และในที่ประชุมมีการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านแล้วว่า จะเกิดอะไรขึ้นภายหลังมีคำพิพากษาของศาลโลก

              ในส่วนของรัฐบาลเองก็จะต้องเร่งประชาสัมพันธ์ในทุกๆ ด้านให้มากกว่า การแจกหนังสือการ์ตูนชี้แจงที่มาที่ไปของกรณีพิพาทปราสาทพระวิหารกับกัมพูชา ทุกช่องทางที่มีการสื่อสารที่โลกออนไลน์ในขณะนี้มีอยู่ควรจะต้องอยู่ในมือของฝ่ายรัฐบาล เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนคนไทยด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้ฝ่ายการเมืองหยิบยกเอาไปเป็นประเด็นเรียกร้องให้รัฐบาลทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาลยากที่จะหลีกเลี่ยงประเด็นการเมืองไปไม่ได้ แต่ในจังหวะที่ยังไม่มีความชัดเจนจากศาลโลกเช่นนี้ ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องออกมาแสดงบทบาทเพื่อให้เกิดความกระจ่าง

              ไม่มีคนไทยคนไหนที่ไม่รักชาติ การสูญเสียอธิปไตยโดยคำสั่งศาลโลกเมื่อปี พ.ศ.2505 สร้างความเจ็บปวดให้แก่คนไทยทุกคน และหากเกิดขึ้นอีกครั้งก็เป็นสิ่งที่ยากจะทนทาน แต่รัฐบาลจะต้องแสดงให้ประชาชนเห็นอย่างชัดแจ้งด้วยว่า ช่องทางการต่อสู้นั้นแท้จริงแล้วไม่ได้สิ้นสุดลงในทันทีที่ศาลมีคำพิพากษา สิทธิในการแสดงความเห็นแย้ง และสิทธิในการร้องขอให้ศาลโลกพิจารณาใหม่ยังคงมีอยู่ ซึ่งคำยืนยันของหัวหน้าทีมกฎหมายของไทย ก็ยืนยันเช่นนั้น เพียงแต่จากปากผู้นำรัฐบาลเรายังไม่เคยได้ยินคำนี้