
ผู้นำต้องมีธรรมาภิบาล
ผู้นำต้องมีธรรมาภิบาล : บทบรรณาธิการประจำวันที่27ต.ค.2556
พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าผลักดันการนิรโทษกรรมอย่างต่อเนื่องเร่งรีบเพื่อนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรี กลับเมืองไทยโดยไม่ต้องรับโทษ ผ่านทางคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ที่มีการแก้ไขเนื้อหาตามมาตรา 3 ให้มีการนิรโทษกรรมตั้งแต่ปี 2547-8 สิงหาคม 2556 ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง
แกนนำหลายคนเห็นพ้องต้องกันและออกมายอมรับถึงเหตุที่ต้องมีการแก้ไขเนื้อหาจากร่างเดิมซึ่งได้มีการยกเว้นผู้สั่งการนั้น อาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 3, 29, 30 เรื่องหลักความเสมอภาค ซึ่งการจะเขียนกฎหมายแล้วยกเว้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้ พรรคจึงนำมาทบทวนเพราะไม่ต้องการให้ร่างนิรโทษกรรมต้องตกไปทั้งฉบับ จนทำให้ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้เลย ผลการพิจารณาของกรรมาธิการจึงออกมาให้ได้หมดทุกกลุ่ม เจตนาการออกกฎหมายไม่คิดว่าครอบคลุมหรือไม่ครอบคลุมใคร ในเหตุการณ์และเวลาเดียวกัน ถ้าเขียนยกเว้นกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญก็คลอดออกมาไม่ได้
แม้จะมีกลุ่มคนเสื้อแดงและญาติผู้เสียชีวิตบางฝ่ายจะออกมาคล้อยตามด้วยความรู้สึกขมขื่นและเจ็บปวดแต่ก็พร้อมจะละวางความรู้สึกนั้น เพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้ง และนำพาประเทศให้เดินต่อไปได้ โดยเชื่อว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด สำหรับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ แต่อีกซีกของคนเสื้อแดงและส.ส.เสื้อแดงของพรรคยังคงยืนยันในหลักการเดิม ไม่ต้องการให้มีการนิรโทษกรรมต่อแกนนำและผู้สั่งการ เพราะหากดำเนินการตามที่กรรมาธิการปรับแก้เนื้อหาให้นิรโทษแบบเหมาเข่งอาจส่งผลต่อจุดยืนที่เคยประกาศไว้กับมวลชนก่อนหน้านี้ ซึ่งนายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำคนเสื้อแดงคนสำคัญคนหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความสั้นๆ ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวว่าบัดซบ
ความเห็นต่างดังกล่าวบอกถึงความระหว่างบรรทัดของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ได้ส่งสัญญาณผ่านบุคคลใกล้ชิดให้เดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรมตามที่กรรมาธิการปรับแก้ถ้อยคำอย่างเต็มที่ เพื่อปลดล็อกตัวเองจากคดีอาญา แม้จะโหวตสวนมติก็ไม่น่าจะมีปัญหาด้วยเหตุที่ว่ามีเสียงข้างมากในสภา เสียงคัดค้านของพรรคฝ่ายค้านอาจถูกมองเป็นเรื่องของการเมืองไป แต่แถลงการณ์ของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณีเมษายน-พฤษภาคม 2553 (ศปช.) บอกไว้ชัดเจนว่าเป็นการฉวยโอกาสเพียงเพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขาดความรับผิดชอบทางศีลธรรมเพื่อแลกกับการไม่เอาผิดต่อผู้ที่ก่ออาชญากรรมต่อประชาชนเมื่อปี 2553 อีกทั้งอิสรภาพของผู้ต้องขังทางการเมืองที่สืบเนื่องมาจากการชุมนุมทั้งหมด ยังถูกนำไปแขวนไว้บนเส้นด้ายอีกครั้ง
เราอยากเรียกร้องให้รัฐบาลโดยเฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หันมาตรึกตรองกับการออกกฎหมายครั้งนี้ที่เต็มไปด้วยวาระซ่อนเร้น และไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมของชาติอย่างแท้จริง อย่าโยนให้เป็นเรื่องของสภานิติบัญญัติไม่เกี่ยวกับฝ่ายบริหาร ในฐานะผู้นำประเทศที่ต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดหรือจะเกิดขึ้นทั้งหมดด้วยธรรมาภิบาล ประเทศชาติบอบช้ำมานานแล้วอย่าตอกลิ่มความขัดแย้งให้ขยายวงออกไปอีก



