
การศึกษากับทิศทางประเทศ
การศึกษากับทิศทางประเทศ : บทบรรณาธิการประจำวันที่24ต.ค.2556
ประเทศพัฒนาแล้วได้ยึดหลักตัววัดตามมาตรฐานบางประการ แต่การจัดกลุ่มให้ประเทศใดอยู่ในกลุ่มพัฒนาแล้วยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ โดยทั่วไปมาตรวัดทางเศรษฐกิจมักเป็นที่ยอมรับ เช่น การใช้รายได้ต่อหัวประชากรเป็นหลักหรือให้ประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพีต่อหัวสูงอยู่ในกลุ่มพัฒนาแล้ว ต่อมาระยะหลังมีการใช้ดัชนีการพัฒนามนุษย์ ที่เป็นการรวมเอามาตรวัดทางเศรษฐกิจรวมกับมาตรวัดอื่นๆ มารวมด้วย เช่น ดัชนีอายุขัย และการศึกษา ทั้งนี้ดัชนีการพัฒนามนุษย์ เป็นดัชนีการวัดและเปรียบเทียบ ความยากจน การรู้หนังสือ การศึกษา อายุขัย การสาธารณสุข เพื่อวัดความอยู่ดีกินดีตามมาตรฐาน และปัจจุบันก็มีการยึดดัชนีการพัฒนามนุษย์ของสหประชาชาติเป็นเกณฑ์ ซึ่งใช้ตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา
ดัชนีการพัฒนามนุษย์วัดความสำเร็จโดยเฉลี่ยของแต่ละประเทศในการพัฒนามนุษย์ 3 ด้านหลักๆ ได้แก่ การมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดี ซึ่งวัดได้จากอายุขัย ความรู้ ซึ่งวัดได้จากการรู้หนังสือ โดยให้มีน้ำหนักเป็นสองในสามส่วน และอัตราส่วนการเข้าเรียนสุทธิที่รวมกันทั้งระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษา ให้มีน้ำหนักเป็นหนึ่งในสามส่วนเช่นกัน และมาตรฐานคุณภาพชีวิต ซึ่งวัดได้จากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การให้ความสำคัญของการพัฒนามนุษย์ ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา เศรษฐกิจและสาธารณสุขความเป็นอยู่ เพราะทั้งสามด้านมีความเชื่อมโยงกันแยกจากกันไม่ได้ ซึ่งการศึกษานั้นเป็นรากฐานในการพัฒนาบุคคลและประเทศให้เศรษฐกิจเติบโต ทุกประเทศจึงให้ความสำคัญเป็นหลัก
ขณะเดียวกันกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้ปี 2556 เป็นปีแห่งการรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษาเป็นผลสำเร็จ โดยมีเป้าหมายมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้สามารถคิด วิเคราะห์ เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์และทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ภายในปี พ.ศ.2558 ซึ่งไปพ้องกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปีเดียวกัน และวางรูปธรรมว่าให้ผลการจัดอันดับการศึกษาไทยอยู่ในอันดับที่ดีขึ้น ปรับเปลี่ยนให้สัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาต่อสามัญเพิ่มขึ้นเป็น 51:49 และให้มหาวิทยาลัยไทยติดอันดับโลกมากขึ้น รวมทั้งมีการกระจายโอกาสและเพิ่มความเสมอภาคทางการศึกษามากขึ้น สิ่งที่น่าจับตาคือ การเปลี่ยนสัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาให้มากขึ้นจากเดิม 36:64 เป็นเสมือนเครื่องชี้ทิศทางการขับเคลื่อนของประเทศได้
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. จะปรับแก้ประกาศเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ในส่วนของการรับนักเรียน ม.4 ที่ผ่านมารับได้ต่อห้องสูงสุดถึง 50 คน ส่วนหลักเกณฑ์ใหม่รับ 40 คนเท่านั้น และจะแก้ไขหลักเกณฑ์รับนักเรียน ม.3 เข้าเรียนต่อ ม.4 โรงเรียนเดิมที่กำหนดว่าต้องได้เกรดเฉลี่ย 2.00 ปรับเพิ่มเป็น 2.30 หรือ 2.50 จึงเกิดคำถามว่า เหล่านี้เป็นมาตรการที่ดีแล้วหรือที่จะผลักนักเรียนบางส่วนเข้าสายอาชีวศึกษาด้วยวิธีการเช่นนี้ และการรองรับเรื่องสถาบัน บุคลากรผู้สอน ตลอดจนองค์ความรู้ทักษะมีเพียงพอหรือยัง รวมทั้งการศึกษาถึงประเทศต้นแบบที่เคยใช้นโยบายนี้ได้ผลเป็นประโยชน์แค่ไหน เรื่องนี้มีความสำคัญ ดังนั้นรัฐบาลต้องมองระยะยาว อย่าวางรากฐานประเทศแค่สิ่งที่ตัวเองคิดเพียงฝ่ายเดียว



