คอลัมนิสต์

เวียดนามกับวิกฤติศรัทธามหาชน

เวียดนามกับวิกฤติศรัทธามหาชน

22 ต.ค. 2556

เวียดนามกับวิกฤติศรัทธามหาชน : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

              กรุงฮานอย-เวียดนามกำลังเผชิญวิกฤติศรัทธามหาชนที่มีต่อพรรคคอมมิวนิสต์ คนเวียดนามส่วนใหญ่เริ่มเบื่อระอากับการปกครองแบบปกปิด คนหนุ่มสาวเวียดนามมีความคิดและความสามารถที่เป็นสากล เคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส แต่ต้องมาจุกติดกับความประพฤติของผู้นำพรรคที่เชื่องช้าคดโกงและใช้นโยบายล้าหลัง

              หลังการปฏิรูปเศรษฐกิจในปี 1986 เวียดนามได้นำเอาระบบทุนนิยมโลกตะวันตกมาใช้ สร้างความตื่นเต้นให้แก่ภูมิภาค เนื่องจากเวียดนามมีฐานประชากรใหญ่ แต่ทำไปทำมาเกือบสามสิบปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงในเวียดนามเป็นไปอย่างเชื่องช้า

              ขณะนี้มีการนำการปฏิรูปในพม่ามาเปรียบเทียบกับเวียดนาม ผู้เขียนได้พูดคุยทั้งนักวิชาการและนักข่าว ทั้งหมดยอมรับทันทีเมื่อพูดถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงในพม่าว่าเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของประเทศอย่างฉับพลัน จากประเทศอันธพาลมาเป็นประเทศปกติภายในระยะเวลาไม่ถึงสองปี

              ขณะนี้เงินทุนต่างประเทศกำลังออกจากเวียดนามไปสู่พม่าอย่างรวดเร็ว เพราะบรรยากาศการลงทุนดีกว่า อย่างน้อยๆ สื่อมวลชนที่นั้นมีเสรีภาพมากกว่า นักข่าว หรือบล็อกเกอร์เวียดนามถูกจับติดตะรางเป็นประจำ สืบเนื่องจากวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือพรรคคอมมิวนิสต์

              ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาคนเวียดนามเป็นแสนๆ คนออกมาไว้อาลัยต่อการจากไปของนายพลโว เหงียน เกี๊ยบ วีรชนนายทหารเวียดนามที่เอาชนะสงครามกับฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา เรียกได้ว่านายพลคนนี้ได้รับความนับถือจากคนเวียดนามรองจากประธานาธิบดี โฮจิมินห์

              ตามจริงรัฐบาลที่นี่กลัวเหมือนกันว่าการชุมนุมในลักษณะนี้จะกลายเป็นการประท้วงรัฐบาล ยิ่งกระแสอาหรับสปริงมาแรง พัดผ่านมาแถวภูมิภาคนี้ โชคดีคนเวียดนามยังไม่ได้ออกมาประท้วง เพราะต้องการให้รัฐบาลแก้ไขตัวเอง

              พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเข้าใจดีถึงความรู้สึกประชาชน ที่ผ่านทางผู้นำพยายามเพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาล เพื่อเรียกความมั่นใจของประชาชนกลับมา เมื่อไม่นานมานี้ได้ออกมาตรการให้มีการโหวตลงคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจผู้นำพรรคในสภาประชาชน ถือได้ว่าเป็นมาตรการพัฒนาการเมืองก้าวหน้ามากๆ ถึงแม้ว่าจะมีข้อบกพร่องเพราะมีเตี๊ยมกันมาก่อนก็ตาม

              นอกจากนั้น ไม่นานมานี้ มีอดีตผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์คนหนึ่งได้เสนอว่าถึงเวลาแล้วที่เวียดนามควรจะมีระบบการเมืองหลายพรรคแบบประเทศเพื่อนบ้านเช่นประเทศไทย ประเด็นนี้คงต้องใช้เวลาอย่างแน่นอน

              ตอนนี้เวียดนามไม่มีศัตรูต้องสู้รบตบมือแบบสมัยก่อน ประชาชนไม่ต้องเสียสละเลือดเนื้ออีกต่อไป รัฐบาลต้องรับใช้ประชาชน ให้บริการและเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน แต่ปรากฏว่าระบบพรรคและข้าราชการยังไม่สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็วได้ ยิ่งตอนนี้ประชาชนมีอำนาจกำลังซื้อสูงขึ้น มีการเรียกร้องสารพัดตามมา

              ตอนนี้คนเวียดนามเริ่มโจมตีรัฐบาลอย่างหนักว่า เฉื่อยแฉะ คอร์รัปชั่น ไม่รับใช้ประชาชน ผ่านทางโซเชียลมีเดีย ในเวียดนามเฟซบุ๊กยังมีการตรวจสอบ แต่ไม่ถึงกับห้ามใช้เหมือนกับในจีน ไม่น่าแปลกใจบล็อกเกอร์หลายคนต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศเพราะถูกคุกคาม

              หนุ่มสาวเวียดนามเห็นว่าถึงเวลาแล้ว ประเทศของเขาต้องเปิดกว้างมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น มีเสรีภาพด้านเสนอความคิดเห็น ให้มีการแข่งขันในทุกรอบด้าน โดยเฉพาะทางการเมือง ต้องพยายามเรียกคนเวียดนามโพ้นทะเลกว่าแปดล้านคนทั่วโลก ให้กลับมารับใช้ประเทศชาติ แบบที่รัฐบาลพม่าได้ทำและประสบผลสำร็จ เพื่อกระตุ้นให้พรรคคอมมิวนิสต์ให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ สนองความต้องการประชาชน คนที่นี่เชื่อว่า การไม่มีการแข่งขัน ทำให้พรรคไม่มีสิ่งจูงใจให้บริการประชาชนในด้านต่างๆ เชื่องช้าเหมือนเดิม

              เวียดนามสามารถเป็นสมาชิกอาเซียนที่มีบทบาทนำ ถ้าประชาชนมีเสรีภาพประเทศชาติเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ดูแบบตัวอย่างอินโดนีเซีย ตอนนี้โดดเด่นมากในเวทีอาเซียนและนานาชาติ

              ขณะนี้ภูมิยุทธศาสตร์ในอาเซียนเปลี่ยนแปลงไป เวียดนามจำเป็นต้องปรับตัวเร็วกว่านี้ แต่ทำได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของผู้นำพรรค ลึกๆ กลัวว่า ถ้าเร็วหรือมากไปแบบพม่า พรรคคอมมิวนิสต์ไม่สามารถรักษาอำนาจได้