คอลัมนิสต์

ต้องไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

ต้องไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

22 ต.ค. 2556

ต้องไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย : บทบรรณาธิการประจำวันที่22ต.ค.2556

               ยอดการจับกุม ยกรถที่จอดกีดขวางการจราจรบนถนน 10 สาย ในกรุงเทพมหานคร วันแรกดูเหมือนจะมีไม่มากนัก นั่นอาจเป็นเพราะการประชาสัมพันธ์ของกองบัญชาการตำรวจนครบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนรับรู้ข่าวสารและจัดระเบียบตนเองให้เข้ากับกฎหมายจราจร ทำให้การเริ่มบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างจริงจังในวันแรกป็นที่น่าพอใจ ทำให้พอจะใจชื้นขึ้นมาว่า ในอนาคตนั้น การจราจรในกรุงเทพมหานคร จะเหมือนกับ สิงคโปร์ ฮ่องกง อย่างที่ พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบด้านการจราจร ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า ไม่มีใครกล้าละเมิดกฎหมาย

               การละเมิดกฎหมายนั้น จะว่าไปแล้วเป็นเรื่องของการมีวินัยของตนเอง และไม่ผ่อนปรนต่อกฎระเบียบ แต่ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวประชาชนคนใช้ถนนเพียงอย่างเดียว ที่มักง่ายนึกอยากจะจอดตรงไหนก็จอด หากแต่เจ้าหน้าที่เองซึ่งเป็นฝ่ายถือกฎหมายก็ไม่ได้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง หรือบางครั้งก็ลูบหน้าปะจมูก เจอลูกท่านหลานเธอ ก็ศิโรราบ ด้วยเพราะไม่อยากเดือดร้อน และอยากเติบโตก้าวหน้าในอาชีพการงาน เจ้าหน้าที่บางรายก็เอาพื้นที่ที่ผู้คนต้องใช้ประโยชน์ร่วมกันเหล่านี้ไปหากินจนบางที่บางแห่ง กลายเป็นลานจอดรถไปเลยก็มี เป็นวินรถตู้ วินจักรยานยนต์รับจ้างไปก็หลายแห่ง ปัญหาจราจรหากจะมองเพียงมิติเดียวคือ ผู้ใช้รถใช้ถนนขาดสำนึกรับผิดชอบ จึงเป็นการมองที่ไม่น่าจะรอบด้าน

               การบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุน แต่อีกด้านของการบังคับใช้กฎหมายโดยเปิดให้มีผู้ช่วยเจ้าพนักงาน (เอกชน) ไปร่วมยกรถ หรืออาจพูดได้ว่า มีช่องทางทำมาหากินอย่างถูกกฎหมาย เพราะได้รับการรับประกันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ในระยะยาวแล้วน่าเป็นห่วงว่า การทำมาหากินเช่นนี้จะปล่อยให้ทำกันไปแบบยาวๆ หรือจะมีการเปลี่ยนสัมปทานเพื่อให้มีการแข่งขันกันมากขึ้นหรือไม่ และหากให้มีการสัมปทานจะต้องทำตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่ และหากเอกชนเหล่านั้นไปละเมิดกฎหมายเสียเอง จะมีบทลงโทษรุนแรงกว่าบุคคลทั่วไปหรือเปล่า ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือสิ่งที่ค้างคาใจคนทั่วไปนอกเหนือจากการคัดเลือกเอกชนมาร่วมงานยกรถตั้งแรกแล้ว

               รากเหง้าของปัญหาจราจรในเมืองหลวงนั้น ไม่ได้มีเพียงเรื่องจอดรถในที่ห้ามจอด แท้จริงแล้วระบบขนส่งสาธารณะของกรุงเทพมหานครยังไม่ครบวงจร มีรถไฟฟ้าก็ตอบสนองได้แต่ผู้ที่มีกำลังซื้อตั๋ว และอยู่ใกล้กับสถานี แต่ถ้าหากบางคนที่ต้องเดินทางมาเพื่อใช้บริการรถไฟฟ้าแล้ว ลำพังค่าแรงวันละ 300 บาท นับเป็นเรื่องที่เกินกำลังจริงๆ ขณะที่บางรายมีรถยนต์ (ที่อาจจะมีได้เพราะนโยบายรถคันแรก) จำต้องขับมาหารถไฟฟ้า ก็เป็นปัญหาในเรื่องที่จอดรถ เพราะไม่มีที่สาธารณะ หรือที่ที่ดินที่รถไฟฟ้าจัดไว้ให้จอด ก็ต้องมาเผชิญกับมาตรการที่เข้มงวดครั้งนี้

               ไม่มีใครปฏิเสธการบังคับใช้กฎหมาย เพราะต่างก็รู้ดีว่า กฎ ระเบียบ หากใช้อย่างครบถ้วนและเต็มที่ จะทำให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ไม่ใช่ว่า การบังคับใช้กฎหมายทำได้เพียงกับแค่บางกลุ่มบางคน แต่ยกให้บางคนอยู่เหนือกฎหมาย หรือกระทำผิดแล้วกฎหมายที่มีอยู่เอาผิดไม่ได้ เพราะกฎหมายนั้นจะต้องให้ความเท่าเทียมแก่คนทุกคน