คอลัมนิสต์

รัฐเติมเชื้อไฟนิรโทษฉบับสุดซอย

รัฐเติมเชื้อไฟนิรโทษฉบับสุดซอย

20 ต.ค. 2556

รัฐเติมเชื้อไฟนิรโทษฉบับสุดซอย : บทบรรณาธิการประจำวันที่20ต.ค.2556

               การเมืองร้อนฉ่าขึ้นมาทันทีเมื่อคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน หรือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เห็นชอบคำแปรญัตติในมาตรา 3 ของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับของนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และคณะ ซึ่งเสนอโดยนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย โดยตัดเนื้อหาจากร่างเดิมบางส่วน และมีการเพิ่มเติมข้อความบางส่วนเข้าไป ซึ่งจะทำให้มีผลครอบคลุมถึงผู้ที่ถูกดำเนินคดี โดยเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษชายต้องคำพิพากษาศาลจำคุก 2 ปี จนต้องกลายเป็นสัมภเวสีในขณะนี้ด้วย

             เนื้อหาคำแปรญัตติของนายประยุทธ์เสนอให้บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2556 ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำหรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง แต่ไม่รวมถึงการกระทำความผิดตามประมวลอาญามาตรา 112

             ทุกประเด็นข้อถกเถียงที่ถูกโยนหินมาก่อนหน้านี้ว่าแกนนำการชุมนุมจะได้อานิสงส์จากร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมนี้หรือไม่ ถูกวิสัชนาโดยนายประยุทธ์อย่างไม่ต้องมาเหนียมอายกันแล้ว นั่นเท่ากับว่าหากมีการบังคับใช้ พ.ร.บ. จะมีผลทำให้ยกเลิกความผิดที่เกิดขึ้นจากการสอบสวนของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (ค.ต.ส.) เป็นผลให้คดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษกที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา และมีอายุความ 20 ปี รวมถึงคดียึดทรัพย์มูลค่า 46,373 ล้านบาท ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินให้ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้วต้องสิ้นสุดลงไปด้วย
 
             สิ่งสำคัญไม่ใช่จะอยู่ที่การเดินหน้าสุดซอยและทะลุซอยเพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณหลุดจากคดีคอร์รัปชั่น ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงการคืนเงิน 46,373 ล้านบาทที่ยึดจากพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งอาจรวมดอกเบี้ยในระยะเวลา 3 ปี ประมาณ 4,000 ล้านบาท รวมทั้งหมดประมาณ 50,000 ล้านบาท แต่เป็นการทำลายระบบนิติรัฐ นิติธรรม ของประเทศลงอย่างสิ้นเชิง แสดงให้เห็นถึงความเหลิงอำนาจของรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภา โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ชอบธรรม และหลักกฎหมาย หากรัฐบาลเดินหน้าโดยไม่ฟังเสียงคัดค้าน ไม่ทบทวนความจำเป็นของปัญหา ยิ่งทำก็ยิ่งชี้ให้เห็นว่า การที่นายกรัฐมนตรีเรียกร้องให้ใช้เวทีในการแก้ไขปัญหาด้วยรัฐสภา ก็แค่เป็นการจัดฉาก เพราะตั้งธงตั้งเป้าหมายที่จะช่วยล้างผิดให้คนพิเศษของรัฐบาลนี้ โดยไม่ดูเนื้อหาสาระใดๆ อย่างนี้จะทำให้ความขัดแย้ง การแบ่งสี เลือกข้างจะขยายวงกว้างออกไปอย่างไม่สิ้นสุด แล้วชาติบ้านเมืองจะสงบสุขและคนในชาติจะอยู่กันอย่างปรองดองได้อย่างไร