คอลัมนิสต์

ต้องเร่งบูรณาการ

ต้องเร่งบูรณาการ

18 ต.ค. 2556

ต้องเร่งบูรณาการ : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2556

              พยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา เมื่อเวลา 07.00 น. วันอังคารที่ 15 ตุลาคม 2556 ระบุเอาไว้ดังนี้" เมื่อเวลา 01.00 น. วันนี้ (15 ตุลาคม) พายุไต้ฝุ่น "นารี" (NARI) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลางมีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 100 กิโลเมตร ทางตะวันออกของเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม หรือที่ละติจูด 16.0 องศาเหนือ ลองติจูด 109.2 องศาตะวันออก มีความเร็วสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะขึ้นฝั่งเมืองดานังในเช้าวันนี้ (15 ตุลาคม 2556) หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อน และพายุดีเปรสชัน ตามลำดับ หากแต่ในช่วงดึกคืนนั้นเอง ได้เกิดพายุฝนตกหนักตั้งแต่ภาคอีสานตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลางและกรุงเทพมหานครแบบที่เรียกว่าฟ้ารั่ว ซ้ำเติมสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ในกทม. รถติดวินาศสันตะโรเพราะฟ้าฉ่ำกันข้ามวันข้ามคืน

              สภาพฝนฟ้าหนัก อากาศแปรปรวนอันยากยิ่งต่อการพยากรณ์คาดการณ์ อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนกรุงเทพฯ รู้สึกตระหนกตกตื่นกับสภาพอากาศในช่วงเช้ามืดต่อเนื่องตลอดวันพุธที่ 16 ตุลาคม ซึ่งมีข่าวว่าเกิดน้ำท่วมขึ้นหลายจุดทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล กทม. ประกาศงดเดินเรือในคลองแสนแสบเพราะระดับน้ำเพิ่มขึ้นสูงมากจากการไหลทะลักของแม่น้ำบางปะกง ตบท้ายด้วยข่าวร้ายในช่วงค่ำว่าเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นกับสายการบินในประเทศลาวคร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือไปร่วมครึ่งร้อยซึ่งในจำนวนนั้นมีคนไทยรวมอยู่ด้วย 5 คน ขณะที่กรมชลประทานออกมายอมรับว่า คาดการณ์ปริมาณน้ำฝนจากพายุนารีผิดพลาดไป ทั้งหมดนี้คือภาพรวมๆ ที่สามารถสัมผัสรับรู้และจับต้องได้ถึงพิษภัยของพายุที่การวิเคราะห์พยากรณ์ เป็นไปในทิศทางที่เรียกว่า ประเมินต่ำเกินไป

              ประสบการณ์ของประเทศไทยนับเนื่องจากมหาอุทกภัยเมื่อปลายปี 2554 ชี้ให้เห็นว่าภัยพิบัติครั้งนั้นเกิดจากการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด ขาดการบูรณาการของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไมว่าจะเป็นการพยากรณ์อากาศ การบริหารน้ำในเขื่อน การเตรียมแผนของทุกหน่วยงานทั้งในเชิงรุกและรับ ฯลฯ แต่จำเลยใหญ่ของเรื่องก็คือ การบริหารจัดการน้ำ สำหรับหน้าฝนในปี 2556 นี้ ก็เกิดข้อผิดพลาดขึ้นอีกกับพื้นที่ภาคตะวันออก ด้วยเหตุที่อยู่เหนือคาดการณ์ จนทำให้พื้นที่แห่งนี้ตกอยู่ในสภาพคล้ายถูกทอดทิ้ง ท่วมแล้วท่วมอีก ไม่มีทางระบายน้ำออกทะเล เขื่อนต่างๆ มีน้ำอยู่ในอ่างเกินกว่า 100% เพราะพายุฝนเติมเต็มไม่หยุดหย่อน แต่สุดท้าย "จำเลย" ของสถานการณ์กลับมาตกที่การพยากรณ์อากาศและการคาดการณ์ที่ผิดพลาด
 
              ทั้งที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาล โดยคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ยืนยันเสียงแข็งว่าจะไม่เกิดอุทกภัยขึ้นเหมือนกับเมื่อปี 2554 น้ำจะไม่ท่วมกรุงเทพฯ แต่ล่าสุดถึงวันนี้ รัฐบาลและ กบอ.เริ่มเสียงอ่อนลงไปผกผันกับความแปรปรวนของอากาศที่ประเมินความรุนแรงผิดพลาดจนเกิดผลร้าย โดยภาพรวมแล้วก็เหมือนกับผู้มีหน้าที่รับผิดชอบทั้งหลายทำข้อสอบได้ไม่เคยเต็มร้อย ไม่ทำผิดข้อนั้น ก็หันไปพลาดอีกเรื่อง จำเลยของสถานการณ์จึงเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ โดยมีผู้รับกรรมเป็นการถาวรคือประชาชน นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ กบอ.จะต้องตอบคำถามให้ได้ว่า แผนงานบูรณาการทุกหน่วยนั้นได้กระทำให้เป็นรูปธรรมแล้วหรือยัง