คอลัมนิสต์

เมกะโปรเจกท์เปลี่ยนประเทศรัฐรับมือผลกระทบประชาชน?

เมกะโปรเจกท์เปลี่ยนประเทศรัฐรับมือผลกระทบประชาชน?

17 ต.ค. 2556

เมกะโปรเจกท์เปลี่ยนประเทศรัฐรับมือผลกระทบประชาชน? : กระดานความคิด/วิทยา พัฒนะปราชญ์

               ขณะที่รัฐบาลเดินสายประชาสัมพันธ์โครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานภายใต้ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาททั่วประเทศ นอกเหนือจากข่าวสารการต้อนรับด้วยจำนวนประชาชนที่แห่เข้าชมงานแล้ว สิ่งที่แทบไม่ปรากฏเลยก็คือ รัฐบาลมีแนวทางเปิดให้ประชาชนมีส่วนในการบริหารจัดการโครงการอย่างไร

               ข้อมูลที่เปิดเผยโดย นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ที่ระบุว่า ก่อนหน้านี้เครือข่ายองค์กรชุมชนที่ติดตามการพัฒนาโครงการเชื่อมโยงเศรษฐกิจทั่วประเทศ และโครงการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย พบว่าชุมชนที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าวมีกว่า 20,000 ครอบครัวทั่วประเทศ โดยชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบมากที่สุด 15,000 ครัวเรือน และต่างจังหวัดที่อยู่ตามหัวเมือง เช่น จ.ขอนแก่น และ จ.พิษณุโลก จะได้รับผลกระทบมาก เพราะเป็นเมืองเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะมีการถูกเวนคืนที่ดินเพื่อนำไปก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนต่างๆ โดยที่รัฐบาลยังไม่ได้มีแผนการรองรับให้แก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ มีแต่คิดถึงว่าโครงการต่างๆ จะมีความสำเร็จได้อย่างไร

               นี่ยังไม่นับรวมปัญหาเดิมที่เคยมีการสำรวจกันไว้ตั้งแต่ปี 2551 ว่า คนรากหญ้ายังมีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย ทั้งสิ้น 840 เมือง 6,334 ชุมชน 4,285,546 หลังคาเรือน โดยในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีจำนวนผู้เดือดร้อนสูงสุด เป็นจำนวน 225,440 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 31.99

               ที่ผ่านมาในส่วนของภาคกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขบวนองค์กรชุมชนได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัย โดยใช้โครงการบ้านมั่นคง ปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว ครอบคลุม 4 จังหวัด 66 เมือง 236 โครงการ 323 ชุมชน 29,205 ครัวเรือน งบประมาณสนับสนุนการแก้ไขปัญหารวมทั้งสิ้น 1,355.10 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่ยังห่างไกลกับจำนวนชาวบ้านที่รอการแก้ไข

               ประเด็นที่รัฐบาลต้องชัดเจนก็คือ ชาวบ้านไม่ได้ต่อต้านการพัฒนาเหมือนกับฝ่ายการเมือง แต่พวกเขาเรียกร้องว่า การพัฒนาทำอย่างไรให้เกิดความสมดุลกับการดำเนินชีวิตของเขาด้วย เพราะถ้าเขาต้องย้ายออก วิถีความเป็นอยู่ของเขาก็เปลี่ยน ดังนั้น เมื่อรัฐบาลจะสร้างความเจริญในพื้นที่ควรมีการวางแผนหรือวางระบบที่ชาวบ้านในพื้นที่ควรจะอยู่ได้ด้วยและเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาในครั้งนี้

               ถ้าพิจารณาจากกรณีตัวอย่างของโครงการบ้านมั่นคง กระบวนการทำงานที่ผ่านมา มียุทธศาสตร์ คือ ให้ชุมชนและเครือข่ายเป็น “เจ้าของโครงการ” ทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและภาคีที่เกี่ยวข้อง เหล่านี้เดินไปตามแนวทาง แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ

               คำกล่าวของนางปวีณา หงสกุล ในงาน “วันวานกับการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย สู่ความร่วมมือชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองก้าวสู่ AEC” เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2556 ว่า “สิ่งที่พี่น้องทำกันในวันนี้ ดิฉันคิดว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับกระแสการเปลี่ยนแปลง เพื่อเตรียมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพี่น้องคนไทยทุกคน และเป็นหน้าที่ของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ที่จะร่วมสนับสนุน เพื่อให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียมกันของคนในสังคมทุกกลุ่ม และการเพิ่มโอกาสให้แก่ประชาชนในการอยู่อาศัยร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข”

               กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ภายใต้การกุมบังเหียนของนางปวีณา หงสกุล ย่อมปฏิเสธการเป็นเจ้าภาพในส่วนของหน่วยงานรัฐไม่ได้ ปัญหาคือ ปัญหาผลกระทบในหลายมิติเกี่ยวพันกับหลายกระทรวง การบูรณาการความร่วมมือรัฐมนตรีปวีณา มีบารมีทำได้มากน้อยแค่ไหน เพราะในทางการเมืองแต่ละกระทรวงล้วนบริหารกันโดยเอกเทศและไม่ค่อยข้ามมาปรองดองกันสักเท่าไหร่ และเฉพาะหน้าก็คือ การเตรียมความพร้อมของรัฐในการแก้ปัญหาผลกระทบต่อชุมชนต้องเริ่มนับ 1 กันแล้ว