
รักษารากเหง้าของชาติ
รักษารากเหง้าของชาติ : บทบรรณาธิการประจำวันที่17ต.ค.2556
กลายเป็นปมร้อนที่วิพากษ์วิจารณ์กันทั่ว กรณีกระทรวงศึกษาธิการกำลังร่างหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานฉบับใหม่ โดยสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มีข่าวว่าตัดสินใจไม่นำวิชานาฏศิลป์ไทยลงไปในหลักสูตร โดยให้เหตุผลว่า การที่คุณภาพการศึกษาไทยตกต่ำ ส่วนหนึ่งพิจารณาจากคะแนนโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (PISA) เป็นโครงการประเมินผลการศึกษาของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ ซึ่งพบว่าเด็กไทยมีความสามารถด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ อยู่ในอันดับ 50 จาก 65 ประเทศทั่วโลก จึงพยายามจะยกระดับให้เด็กไทยพัฒนาขึ้นสู่อันดับที่ดีขึ้นกว่าเดิม โดยให้เด็กที่ต้องการมุ่งเรียนสาขาวิชาสายวิทย์ไม่ต้องไปเสียเวลากับวิชาสาขาอื่น
แม้ผู้บริหารของหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการจะออกมาปฏิเสธว่า การปรับหลักสูตรใหม่และวิชานาฏศิลป์ ไม่ใช่เพื่อให้เด็กไทยมุ่งความสนใจไปสู่วิชาสำคัญเพื่อยกอันดับก็ตาม แต่การปรับเปลี่ยน กลุ่มสาระวิชาจาก 8 กลุ่มเหลือ 6 กลุ่มสาระวิชานั้น โดยนำวิชานาฏศิลป์ไปรวมอยู่ในกลุ่มความรู้ทางสังคมและความเป็นมนุษย์ในระดับประถมศึกษา ส่วนระดับชั้นมัธยมศึกษาให้ไปอยู่ในกลุ่มวิชาเลือก นับเป็นการเปลี่ยนที่มีนัยบางอย่าง เห็นได้ชัดในระดับมัธยมศึกษาที่ลดความสำคัญของวิชาดังกล่าวลง ให้เป็นเพียงวิชาเลือกในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ขึ้นไป ยึดเกณฑ์ว่าการศึกษาภาคบังคับมีถึงชั้น ม.3 เท่านั้น ทั้งที่ปัจจุบันเมื่อเทียบชั่วโมงเรียนกับวิชาอื่นแล้วถือว่านาฏศิลป์มีชั่วโมงเรียนน้อยมากในหนึ่งสัปดาห์
การที่กลุ่มอาจารย์นาฏศิลป์ในมหาวิทยาลัย รวมทั้งบรรดาดารา นักแสดงและศิลปิน รวมตัวกันแสดงความเห็นคัดค้าน ถึงขนาดเตรียมตบเท้าขอเข้าพบรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ คงไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก ความเห็นของกลุ่มคัดค้านไปในทิศทางเดียวกัน คือ วิชานาฏศิลป์เป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยที่ถือเป็นรากเหง้าของชาติ จึงกังวลว่าจะกระทบต่อสิ่งที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ ในขณะที่วัฒนธรรมต่างชาติได้ไหลบ่าเข้ามาให้เด็กและเยาวชนไทยรับและลอกเลียนแบบอย่างไม่ยั้งคิด ยิ่งถ้าไม่ให้ความสำคัญใส่ไว้ในหลักสูตรการศึกษาหรือใส่ไว้แค่เป็นของประดับ แต่ไม่ได้ให้เรียนรู้อย่างเข้าใจและเข้าถึงที่ดีพอ วัฒนธรรมของชาติไทยก็มีแต่นับวันจะเลือนหายไป และการกู้กลับคืนมาเป็นเรื่องลำบากมาก
นาฏศิลป์ที่ใส่ไว้ในหลักสูตรการเรียนคงไม่ใช่การตั้งเป้าให้นักเรียนหรือเยาวชนของเราต้องสามารถเรียนรู้ ฝึกฝน จนเป็นเลิศหรือมาเอาดีด้านนี้กันทุกคน แต่เป็นเพื่อการเรียนรู้ทำความเข้าใจถึงประวัติศาสตร์ ศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ รู้ถึงที่มาที่ไปและการดำรงชนชาติที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจประเทศใด รวมถึงประการสำคัญเป็นการสร้างความภาคภูมิใจในสิ่งที่เป็นไทยและตกทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น แม้กระทรวงศึกษาธิการมีภาระอันหนักในการพัฒนาการศึกษาของชาติ พัฒนาเยาวชนคนรุ่นใหม่ ทั้งสติปัญญา ความเฉลียวฉลาด ความรู้ทักษะความสามารถ เพื่อให้ก้าวทันประเทศเจริญทั้งหลาย แต่การไม่ใส่ใจทอดทิ้ง ศิลปะ นาฏศิลป์ของชาติ นั่นเท่ากับว่าเรากำลังลืมความเป็นไทยของเราไปแล้ว



