
อย่าลืมเป็นกระจกให้ผมด้วย!
อย่าลืมเป็นกระจกให้ผมด้วย! : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
"ต้องหากระจกส่อง" นายตำรวจใหญ่บอกดิฉัน พร้อมกับขยายความว่า คราวใดที่เราประสบความสำเร็จในการทำงานจนถึงจุดที่ได้รับความชื่นชมยกย่องแล้วนั้น สิ่งที่มักจะตามมาก็คือ อัตตาตัวตน และหากโชคร้ายกลุ่มบุคคลที่แวดล้อมเราอยู่นั้นมีคุณลักษณะเข้าข่ายขุนพลอยพยัก ประเภท "ดีครับนาย ทำได้ครับผม” แต่แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่นายคิดและทำอาจจะมีบางส่วนที่ดีและบางส่วนที่จำเป็นต้องปรับปรุงพัฒนาหรืออาจมีลักษณะคิดได้แต่ทำไม่ได้ เพราะมีปัญหาอุปสรรคมากมาย แต่ไม่ได้คิดหาแนวทางในการแก้ไข ก้าวข้ามปัญหาอุปสรรคนั้น ภาระย่อมตกอยู่กับเหล่าบรรดาเบี้ยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เหล่าบรรดาขุนที่ห้อมล้อมเพื่อเสนอหน้าและพยักรับคำบัญชาของนายต่างประจบสอพลอเยินยอจนนายตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน...ไม่ใช่ความจริง
กรรมจึงตกอยู่ที่เหล่าบรรดาเบี้ยตัวเล็กตัวน้อยที่ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ในรูปแบบของเคราะห์ซ้ำกรรมซัดโหมกระหน่ำไม่ยั้ง เพราะต้องปฏิบัติตามคำสั่งบัญชาของขุน (พลอยพยัก) เพื่อสร้างวิมานในอากาศให้นายมีความสุข สมหวังให้จงได้ แม้ว่าจะเหนื่อยยากลำบากเพียงใดก็ตาม
นอกเหนือจากความเหนื่อยยากลำบากแล้วนั้น ความกลัวก็นับได้ว่าเป็นแรงผลักที่สำคัญไม่น้อย เนื่องมาด้วยอำนาจที่เข้ามากดทับ ดั่งวาจาประกาศิต "ทำได้มั้ย...ถ้าทำไม่ได้จะได้ให้คนอื่นมาทำแทน” นั่นหมายถึงการที่จะต้องถูกโยกย้ายไปอยู่ในที่ที่ใครๆก็ไม่ชอบ
นายรักเหมือนเสือกอดเป็นคำสอนที่บอกต่อๆ กันที่เกิดขึ้นในชุมชนภาคใต้ของประเทศไทย โดยมีความหมายว่า ผู้ปกครองหรือผู้มีอำนาจซึ่งนับรวมตำรวจด้วยนั้น เป็นกลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจที่ไม่ควรจะเข้าไปอยู่ใกล้ เพราะหากเข้าไปอยู่ใกล้ชิดจนถึงขั้นที่ดูเหมือนว่านายจะรักแล้วก็ยังไม่อาจหลุดพ้นภัยอันตรายอย่างใหญ่หลวงที่จะตามมา เป็นคำสอนที่สะท้อนให้เห็นว่า นายหรือผู้มีอำนาจเป็นบุคคลที่ไม่ควรไว้วางใจ และสามารถทำอันตรายเราได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามเสือโกรธหรือเสือหิว!!!
ภารกิจของตำรวจจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลยหากตำรวจทำให้ประชาชนรู้สึกว่าประชาชนอยู่ใกล้เสือ เพราะตำรวจจะไม่ได้รับความร่วมมืออย่างเต็มใจ หวาดระแวง ไม่ไว้วางใจ ดังนั้นการใช้อำนาจของตำรวจจึงเป็นสิ่งที่ควรระมัดระวัง
เช่นเดียวกันกับวิถีการทำงานของตำรวจจะไม่สามารถเกิดประสิทธิภาพและบรรลุประสิทธิผลได้ หากตำรวจระดับเบี้ย หรือแม้กระทั่งระดับที่ใกล้ชิดนายไม่ได้ทำงานหรือมีความสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกับนายในลักษณะของการทำงานกันอย่างเปิดใจ รับฟังความคิดเห็นอย่างอิสระ(พอสมควร) ไม่ยึดมั่นต่อกฎระเบียบข้อบังคับที่แข็งตัวจนเกินไป อย่าลืมว่าธรรมชาติของงานตำรวจนั้น แม้กระทั่งจะทำงานด้วยหลักนิติศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นได้
โลกการทำงานที่แท้จริงของตำรวจจึงเป็นโลกของการใช้สหศาสตร์ในการทำงานโดยมีหลักรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์เป็นแก่นแกนที่สำคัญ
“มันอันตรายมากนะ ที่ไม่มีใครกล้าขัดนาย” นายตำรวจใหญ่พูด แต่แม้กระนั้นผู้พูดก็สำทับตอกย้ำปรากฏการณ์ความจริงด้วยคำกล่าวว่า "ผมเองก็ไม่กล้าขัดนายเหมือนกัน”
เมื่อต้องทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด เพราะเกรงกลัวต่อการถูกลงโทษ(ที่รุนแรงและน่าอาย) อีกทั้งยังต้องเผชิญกับความกดดัน อุปสรรคต่างๆ และความคาดหวังที่สูงเกินจริง แต่ได้รับการสนับสนุนปัจจัยในการบริหารต่างๆ ในระดับต่ำนั้นส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อขวัญและกำลังใจของตำรวจผู้ปฏิบัติงานและความรู้สึก ทัศนคติเชิงลบที่มีต่อนาย
“อย่าคิดนะว่าถูกบี้(งาน)ขนาดนี้แล้วจะได้ดิบได้ดี” หัวหน้าสถานีตำรวจกล่าวพร้อมด้วยเสียงเสริมของนายตำรวจในวงสนทนาแทรกขึ้นมาว่า "สิ่งที่นายควรทำมากที่สุดคือทำให้ผลงานและความก้าวหน้าเป็นเรื่องเดียวกันแต่กลับไม่ทำหรือทำไม่ได้”
ปัญหาต่างๆ พรั่งพรู เพียงอยากวอนขอให้นายเห็นใจและฟังเสียงคนไกล ฟังเสียงเหล่าบรรดาตำรวจไพร่พลที่ปฏิบัติงานอย่างยากลำบากอยู่ในพื้นที่ว่า พวกเขาเหล่านั้นมีปัญหาอุปสรรคอย่างไรในการทำงาน อย่างน้อยการรับฟังและการแสดงความเห็นอกเห็นใจของนายก็ยังช่วยให้ไพร่พลตำรวจรับรู้ได้ว่า พวกเขาเหล่านั้นยังอยู่ในสายตาของนาย มิใช่กลุ่มคนนอกสายตาที่ไม่สามารถฝ่าวงล้อมเหล่าบรรดาขุนพลอยพยักที่ใกล้ชิดนายแต่หาใช่เป็นผู้ที่ปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเทในบทของตำรวจมืออาชีพได้
โปรดจงรู้ความจริงประการหนึ่งว่า...ตำรวจทำได้ทุกอย่างถ้านายสั่ง อย่างนี้ถ้าไม่เรียกว่าตำรวจมีวินัย จะเรียกว่า ตำรวจรักนายได้หรือไม่ หากตอบว่าใช่ รูปธรรมที่นายแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารักลูกน้องเท่าๆ กันตามผลงานไม่ว่าจะคนเป็นคนใกล้หรือคนไกลคืออะไร? โปรดติดตามชมคำสั่งแต่งตั้งรอบต่อไป! ปรากฏการณ์เช่นนี้นับได้ว่าเป็นการล่วงละเมิด บังคับ กดขี่ขูดรีดทำร้ายกันเองในโลกของตำรวจได้หรือไม่?
“ผมขอร้องนะ วันใดที่ผมเติบโตเป็นใหญ่ อย่าลืมเป็นกระจกให้ผมด้วย...ผมกลัว”



