
คนแดนไกลชอบม็อบมีไฟแต่ไร้น้ำมัน
คนแดนไกลชอบม็อบมีไฟแต่ไร้น้ำมัน : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
ถึงการทำหน้าที่ของฝ่ายพิทักษ์รัฐบาลจะพรึ่บพรั่บ ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ไม่พอ ยังเอากำแพงปูมาปิดล้อมทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ปิดถนน 14 สายรวด จนชาวบ้านเขาก่นด่ากันทั้งเมือง
ฝ่ายความมั่นคงยืนยันว่า สิ่งที่รัฐบาล หรือ ศอ.รส. ภายใต้ความรับผิดชอบของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.นั้น ไม่ได้เกินเลยไปจนถึงระดับ "ตื่นตูม" แต่มันมีสิ่งบอกเหตุจริงๆ
การเปิดตัวของกลุ่มกรีน นำโดย สุริยะใส กตะศิลา และนิติธร ล้ำเหลือ สองผู้ประสานงาน ที่มาร่วมด้วยช่วยกันกับกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่เดิมก็เป็นเครือข่ายกันอยู่แล้ว พร้อมๆ กับเครือข่ายอื่นๆ รวมทั้งการเริ่มขยับตัวของมวลชนคนเสื้อแดง ที่บัดนี้กลับใจไปอยู่อีกฝ่าย ประกอบกับวันครบรอบ 40 ปี 14 ตุลา ทำให้ผลการประเมินสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป
ถึงแม้จะเชื่อว่า การกระจายการชุมนุมออกไปที่นั่นที่นี่คือการแสดงให้เห็นถึงความไร้ซึ่งเอกภาพ มากกว่าจะแยกกันตีก็ตาม
กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่มีนักศึกษาจากรามคำแหงเป็นแกนนำ พร้อมพลพรรคเครือข่าย ซึ่งก็รวมทั้งสันติอโศก กลุ่มหน้ากากขาว กลุ่มหน้ากากวี ปักหลักอยู่ที่แยกอุรุพงษ์
ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ร่วมกับกลุ่มคณะเสนาธิการร่วมนั้น กลับไปปักหลักที่สวนลุมพินี สถานที่อันมิดชิด
แต่ช่วงบ่าย ไทกร พลสุวรรณ แกนนำคณะเสนาธิการร่วมกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ กลับรวบรวมไพร่พลไปปักหลักที่สนามหลวง
ความหลากหลายของกลุ่มแสดงให้เห็นว่า แม้เป้าหมายจะเป็นเป้าเดียวกัน แต่ก็ไม่อาจหลอมรวมกันได้นั้น ชี้ให้เห็นถึงบารมีของแกนนำที่แท้จริงของการชุมนุมยังไม่มีความชัดเจน
เมื่อไม่ชัด การขับเคลื่อนก็เลยต่างคนต่างเดินกันไป
กลุ่มหนึ่งจะยกระดับ อีกฝ่ายบอกข้อมูลสับสน คนหนึ่งบอกจะหยุดงาน อีกคนบอกคลาดเคลื่อน
แต่ที่แน่ๆ ไม่มีใครชัดเจน !
ที่ชัด จะจะ ก็คือ เมื่อรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง คราวใดก็ได้ผลทุกครั้ง
นั่นจึงเป็นเหตุให้รัฐบาลเลือกที่จะใช้กฎหมายฉบับนี้ โดยไม่สนว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเข้าข่ายที่จะบังคับใช้กฎหมายได้หรือไม่
การกลับเข้ามาร่วมชุมนุมอีกครั้งของกลุ่มกรีน ก็มีเพียงพันธมิตรที่อุรุพงษ์ต้อนรับ และสามารถสร้างความคึกคักได้บ้าง แต่เพื่อนพ้องที่สวนลุมพินีกลับไม่แสดงท่าทีอะไร
สิ่งที่ทำให้ฝ่ายรัฐบาล "วางใจ" ได้อีกอย่างก็คือ การสร้างเอกภาพของการชุมนุมโดยที่ยังขาดประเด็นไปจุดไฟ มีทางเดียวคือ การสร้างแกนนำย่อยแต่มีประสิทธิภาพ...1 คน ต้องมีมวลชนให้ได้ 1,000 คน การขับเคลื่อนถึงจะมีพลัง แต่ปัญหาก็คือ ใครจะกล้าทุ่มทุนมากมายขนาดนั้น
เมื่อประกายไฟก็ไม่มี น้ำมันก็ไม่มี การเคลื่อนไหวจึงไร้น้ำหนัก
อย่างนี้คนแดนไกลชอบใจที่สุด
อย่างไรก็ตาม กำหนดนัดสร้างประกายไฟก็ใช่ว่าจะไม่มี เพราะวันที่ศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภานั้น ขัดหรือแย้งกับมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหรือไม่ มันได้ใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว
จังหวะนี้ก็เท่ากับว่า ต่างฝ่ายต่างก็ยื้อกันไป เพื่อรอวันเวลาที่จะมาถึง โดยที่ฝ่ายผู้ชุมนุมนั้นเชื่อมั่นว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องไว้วินิจฉัย แล้วจะทำให้มีประเด็นลากไปจนสุดท้ายที่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมา
ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลนั้น ถึงแม้จะมี พ.ร.บ.ความมั่นคงในมือ แต่เผือกร้อนที่จะเร่งดันเข้าสภา-เข้าศาล ก็ยังเข้าคิวอีกเพียบ
ทั้งการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่กำลังจะถก และมาตรา 309 ที่ชะลอจังหวะอยู่
บ้านเมืองก็คงจะตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ไปอีกพักใหญ่ เพราะเกมเสี่ยงแบบนี้ฝ่ายหนึ่งต้องเล่นเพราะมีเป้าหมาย แต่อีกฝ่ายต้องต้าน !
...........
(หมายเหตุ : คนแดนไกลชอบม็อบมีไฟแต่ไร้น้ำมัน : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา)



