
จากฟุตบาท...สู่สัญญา3จี'กสท-ทรูมูฟ'
จากฟุตบาท...สู่สัญญา3จี'กสท-ทรูมูฟ' : กระดานความคิด โดยน้ำเชี่ยว บูรพา
เหลือบไปเห็นข่าว เจ้าของสถานีบริการน้ำมันแถวบางบอนออกมาร้องแรกแหกกระเชอ เพราะถูกพ่อค้าแม่ค้ายึดเอาฟุตบาทหน้าปั๊ม ไปตั้งหาบเร่แผงลอยกันเป็น 100 แผง บทเจ้าของปั๊มจะเปิดพื้นที่พัฒนาเองขึ้นมา ก็เจอกฎหมู่พ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้ตั้งแง่ไม่ยอมขยับขยายโยกย้ายไปไหน จะขอปักหลักทำมาหากินอยู่ตรงนั้น ถึงขั้นรวมตัวกัน กดดันและเรียกร้องให้นักการเมืองในพื้นที่ทั้ง ส.ก. ส.ข.และเขตพื้นที่จัดจุดผ่อนปรนเป็นการถาวรให้ เล่นเอาเจ้าหน้าที่เขตเองน้ำท่วมปาก
เรื่องของหาบเร่แผงลอย ที่ยึดเอาที่หลวง ถนนหลวง ฟุตบาทไปทำมาหากินกันเป็นล่ำเป็นสัน จากการบุกรุกที่ทางนำมาสู่การตั้งจุดผ่อนปรนและสุดท้ายกลายเป็นมหกรรมเซ็งลี้ที่ทางกันเป็นล่ำเป็นสัน ดูจะเป็นเรื่องที่ประชาชนคนไทยเราชาชินกันไปหมดแล้ว
เช่นเดียวกับ เรื่องราวสัญญาทำการตลาดมือถือรูปแบบใหม่ เพื่อให้บริการมือถือระบบ 3 จีบนเครือข่ายเดิมด้วยเทคโนโลยีเอชเอสพีเอ “กสท-ทรูมูฟ” ที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที เพิ่งชงให้คณะรัฐมนตรีกันไปเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม
ทั้งที่ ฯพณฯ ท่านอนุดิษฐ์ นี่แหละที่พอเข้ามานั่ง รมต.ไอซีที ก็ “จัดหนักจัดเต็ม” ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงสัญญาทำการตลาดเจ้าปัญหาของบริษัททรูมูฟรายนี้ โดยมี พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์เป็นประธาน
ก่อนจะแถลงผลสอบเป็นวรรคเป็นเวร เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2555 ว่า “พบพิรุธ” การทำสัญญาเจ้าปัญหานี้หลายต่อหลายจุด ก่อนจะส่งเรื่องต่อไปให้ กสทช. สตง. และป.ป.ช.ไล่เบี้ยต่อ
ป.ป.ช.ก็รับลูกด้วยการแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง” ที่มี ศ.เมธี ครองแก้ว กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน ก่อนที่อนุกรรมการไต่สวนชุดดังกล่าวจะมีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 สรุปผลสอบสวนโครงการนี้ว่า กระทำผิดกฎระเบียบ กฎหมายหลายต่อหลายฉบับพร้อมกับมีมติให้ชี้มูลความผิดอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง และกรรมการ กสท อีกหลายคน ฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
แต่ล่วงเข้ามาวันนี้กว่า 1 ปีกับ 5 เดือนเข้าไปแล้ว ผลสอบสวนของอนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ที่ว่านั้นกลับยังส่งไปไม่ถึงมือ ป.ป.ช.ชุดใหญ่
หนักเข้าไปอีก ป.ป.ช.กลับไปหยิบยกเอาผลสอบกรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมสื่อสารของกระทรวงไอซีทีในอดีตมาดำเนินการชี้ขาดและชี้มูลความผิด สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.ไอซีที ไกรสร พรสุธี และไชยยันต์ พึ่งเกียรติไพโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงไอซีที ก่อนส่งเรื่องให้วุฒิสภาดำเนินการถอดถอน และให้กระทรวงต้นสังกัดดำเนินการลงโทษทางวินัย แต่ท้ายสุดวุฒิสภาก็ลงมติไม่ถอดถอน
ขณะที่ กสทช.ที่ตั้งอนุกรรมการขึ้นตรวจสอบกรณีนี้ด้วย ก็พลิกผลสอบสวนสัญญาเจ้าปัญหานี้กันอยู่หลายตลบ ก่อนจะมีบทสรุปในท้ายที่สุดว่า ไม่ผิดกฎหมาย แค่ให้บริษัท กสท โทรคมนาคมไปดำเนินการเจรจาแก้ไขสัญญากับบริษัทเอกชนให้ถูกต้องตามมติของคณะกรรมการโทรคมนาคม (กทค.) ใน กสทช.เท่านั้น
ขณะที่กรณีของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดสร้างเครือข่ายมือถือระบบ 3 จีเพื่อให้บริษัท กสท เช่าใช้ภายใต้สัญญาทำการตลาดมือถือรูปแบบใหม่ฉบับนี้ กสทช.กลับระบุว่า ไม่ถือว่าเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมที่อยู่ในกำกับของ กสทช.
กลับมาที่กระทรวงไอซีทีที่ไม่รู้ว่า สังคมควรจะยินดี-หรือยินร้ายกันดีกับการกระเตงสัญญาทำการตลาดเพื่อให้บริการมือถือ 3 จีบนเครือข่ายเดิมด้วยเทคโนโลยีเอชเอสพีเอฉบับนี้ เพราะอย่างที่ทุกฝ่ายรู้กันดี กระทรวงไอซีทีเป็นผู้ตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบกราวรูดผู้เกี่ยวข้องก่อนหน้า แถมแถลงว่าพบพิรุธการทำสัญญาที่ส่อผิดกฎหมายหลายต่อหลายฉบับนั้น วันนี้กลับออกโรงชงสัญญาเจ้าปัญหาที่ว่านี้ ด้วยอ้างว่าหน่วยงานรัฐคือบริษัท กสท โทรคมนาคมได้มีการเจรจาแก้ไขปรับปรุงสัญญาจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว เพียงแต่ขอให้ดำเนินการจัดทำร่างสัญญาใหม่ให้รัดกุมกว่าเดิมเท่านั้น
คงต้องย้อนถามกลับไปยังกระทรวงไอซีที และโดยเฉพาะ ป.ป.ช.ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสัญญาทำการตลาดมือถือรูปแบบใหม่ฉบับนี้ ป.ป.ช.เอามติอนุกรรมการไต่สวนไปไว้ที่ไหนกันหรือถึงได้ปล่อยให้กลายเป็นเรื่องเช่นนี้



