คอลัมนิสต์

จบอย่างคาใจ

จบอย่างคาใจ

13 ต.ค. 2556

จบอย่างคาใจ : บทบรรณาธิการประจำวันที่13ต.ค.2556

               กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองขึ้นมาทันที กับคำสั่งไม่ฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกับแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รวม 24 คน กระทำผิดก่อการร้ายในการชุมนุมเมื่อปี 2553 ตามความเห็นของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เสนอมา ของนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อดีตอัยการสูงสุด โดยให้เหตุผลขณะเกิดเหตุ พ.ต.ท.ทักษิณพำนักอยู่ในต่างประเทศ และการวิดีโอลิงค์ โฟนอินเข้ามายังเวทีปราศรัยในพื้นที่ต่างๆ นั้น มีเนื้อหาเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ต้องการให้ยุบสภา และโจมตีการทำงานของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

               เหตุผลที่ว่า คำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เรียกร้องให้ผู้ชุมนุมทำผิดกฎหมายในการเผาศาลากลางจังหวัด สถานทูต สถานกงสุล หรือยุยงให้ล้มล้างรัฐธรรมนูญด้วยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การเกิดเหตุรุนแรงที่แยกราชประสงค์ไม่มีข้อเท็จจริงเชื่อมโยงว่าเกิดจากการยุยงสนับสนุน เรื่องก่อการร้ายถ้าผู้กระทำผิดไม่ได้อยู่ในประเทศไทย โอกาสยากมากที่จะบอกว่าเป็นตัวการร่วม กระนั้นก็ดี ในการสอบสวนของดีเอสไอได้อ้างอิงถึงพยานบางคนเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณที่ต่างประเทศก่อนจะมีการชุมนุมใหญ่ และหลักฐานการใช้โทรศัพท์อย่างต่อเนื่องตลอดการชุมนุม รวมถึงหลักฐานเชื่อมโยงการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่การชุมนุม จนนำไปสู่การสอบสวนและออกหมายจับ

               เหตุผลที่เป็นต้นเหตุของคำสั่งไม่ฟ้องกลายเป็นปมที่สังคมคาใจและตั้งคำถามถึงพฤติกรรมของอดีตนายกรัฐมนตรีที่อาจจะไม่สั่งการโดยตรง แต่ก็เป็นการยั่วยุสุมไฟให้ร้อนระอุขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้สำนักงานอัยการสูงสุดได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาเรื่องก่อการร้ายดังกล่าว และมีกระแสข่าวสรุปความเห็นให้สั่งฟ้องพ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่การแถลงข่าวสั่งไม่ฟ้องพ.ต.ท.ทักษิณนั้น ผ่านทางอธิบดีอัยการสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร ซึ่งทำหน้าที่โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดคนใหม่ โดยอ้างความเห็นของนายจุลสิงห์เพียงคนเดียว มิได้มีการพูดถึงเหตุผลและข้อสรุปคณะทำงานของสำนักงานอัยการสูงสุดชุดนี้ว่าเป็นอย่างไร หรือเหตุใดที่สั่งไม่ฟ้อง จึงอยากให้อัยการสูงสุดชี้แจงเพื่อให้ประชาชนมองสำนักงานอัยการสูงสุดในทิศทางที่ดี เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีสำคัญ สาธารณชนให้ความสนใจ

               ทุกฝ่ายให้ความเคารพต่อดุลพินิจกระบวนการยุติธรรมของไทย รวมถึงการทำหน้าที่ของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นศาล อัยการ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ได้ยืนหยัดกับการตัดสินบนข้อเท็จจริงและตามหลักกฎหมายด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่กระนั้นในแต่ละคดีย่อมมีประจักษ์พยานและหลักฐานข้อมูลในเชิงลึก ซึ่งในการสั่งคดีเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะมีความรู้ดีที่สุดมากกว่าประชาชนทั่วไปที่จะรับรู้ได้ก็เพียงจากสื่อนำเสนอ รวมถึงหลักการเหตุผลและข้อกฎหมายที่มีความลึกซึ้งด้วย โดยเฉพาะความเคลือบแคลงในเรื่องการสั่งไม่ฟ้องพ.ต.ท.ทักษิณ ที่บอกว่าเป็นความผิดนอกราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในอำนาจของอัยการสูงสุด ว่าเป็นความจงใจที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริงทางกฎหมาย เป็นเรื่องที่ยังคาใจสังคมที่ทุกฝ่ายต้องทำความจริงให้กระจ่าง