คอลัมนิสต์

คอนแทร็คฟาร์มมิ่งบนเส้นทางสร้างสรรค์และเป็นธรรม

คอนแทร็คฟาร์มมิ่งบนเส้นทางสร้างสรรค์และเป็นธรรม

11 ต.ค. 2556

คอนแทร็คฟาร์มมิ่งบนเส้นทางสร้างสรรค์และเป็นธรรม : กระดานความคิด โดยชัย วัชรงค์

               จากที่ผมศึกษาข้อมูลของระบบคอนแทร็คฟาร์มมิ่งในช่วงที่ผ่านมา พบว่าสื่อมักจะรายงานข้อมูลออกมาในเชิงลบ ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่ผมพบเจอมาตลอดอายุการทำงานในแวดวงปศุสัตว์เกษตรกว่า 30 ปี เพราะ “คอนแทร็คฟาร์มมิ่ง” ในมุมมองของผมนั้น เป็นนวัตกรรมทางการเกษตรที่จะสร้างประโยชน์ให้ทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกร ในรูปแบบที่เรียกว่า win-win ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย

               ที่ผ่านมา เกษตรกรรายย่อยจะมีจุดอ่อนคือ ไม่มีองค์ความรู้ เข้าถึงแหล่งทุนค่อนข้างยาก ไม่สามารถเปลี่ยนเครื่องมือให้ทันสมัย ผลิตออกมาแล้วต้องไปเร่ขาย เสียเปรียบเรื่องตลาด แต่จุดแข็งของเกษตรกรก็คือ มีที่ดิน มีแรงงานของตัวเอง ด้านบริษัทผู้ประกอบการจะมีข้อได้เปรียบหลายด้านคือ มีเทคโนโลยี สามารถเข้าถึงแหล่งทุน มีระบบบริหารจัดการที่ดี ตลอดจนมีการตลาดที่เหนือกว่า แต่จุดอ่อนก็คือ ไม่มีที่ดิน ถ้าบริษัทจะทำฟาร์มเองทั้งหมดก็ต้องระดมทุนไปซื้อที่ดินมหาศาล การเอาเงินไปจมกับที่ดิน จะทำให้การขยายธุรกิจเป็นไปได้ช้า และหากขยายธุรกิจมากๆ ก็จะเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานตามมา

               เมื่อต่างมีจุดอ่อนจุดแข็งกันคนละด้าน จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะเติมเต็มซึ่งกันและกัน กลายเป็นที่มาของแนวคิด “คอนแทร็คฟาร์มมิ่ง” ที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะจับมือกันเพื่อทำธุรกิจร่วมกัน ระบบคอนแทร็คฟาร์มมิ่งจึงเป็น “นวัตกรรมทางการเกษตร” ที่เกิดจากการร่วมมือกันของรายใหญ่กับรายเล็ก โดยรายเล็กผลิต รายใหญ่รับซื้อ รับประกันตลาด และป้อนเทคโนโลยีให้

               สำหรับตัวเลขของเกษตรกร จากรายงานเมื่อปี 2553 เกษตรกรในระบบคอนแทร็คฟาร์มมิ่งทั้งประเทศ มีอยู่ราว 1.5 แสนราย แต่ในข้อเท็จจริงน่าจะมีกลุ่มที่ไม่ได้จดทะเบียนด้วย หรืออาจกล่าวได้รวมๆ ว่า เกษตรกรในระบบนี้น่าจะมีราว 2 แสนราย ในจำนวนนี้เป็น “คอนแทร็คฟาร์มมิ่งที่มีสัญญาจริงๆ ไม่น่าเกิน 3 หมื่นราย” คำว่า “มีสัญญาจริงๆ” หมายถึง การทำงานของบริษัทขนาดใหญ่กับเกษตรกร ที่มีเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการอย่างชัดเจน เช่น เกษตรกรต้องมีที่ดินเป็นของตนเอง ซึ่งต้องไม่ใช่ที่ดินในเขตป่าสงวน เกษตรกรต้องมีทุนของตนเอง 30% ประวัติต้องไม่เสีย เป็นต้น

               ขณะที่ “เกษตรกรในระบบฯ แบบไม่มีสัญญาจริงๆ” ก็จะหมายถึง การทำงานของผู้ประกอบการรายกลางๆ อาจเป็นพวกเอเย่นต์ขายสินค้าเกษตร โดยกลุ่มนี้จะไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น พ่อค้ารับซื้อพืชผลทางการเกษตรที่นำปัจจัยการผลิตไปให้ก่อน แล้วค่อยรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร มาตรฐานไม่สูงเหมือนกลุ่มแรก แค่มีโรงเรือนเปิด นายทุนท้องถิ่น ก็เอาหมูไปให้ เอาอาหารไปให้ ไม่มีเงื่อนไขอะไรมากมาย ลักษณะนี้เรียกว่า “ปล่อยเกี๊ยว” เป็นรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ และกลุ่มนี้มีอยู่เป็นจำนวนมากกว่ากลุ่มที่มีสัญญาอย่างเป็นทางการมากนัก

               การที่บางคนระบุถึงเกษตรกรไทยที่มีหนี้สินน่าเป็นห่วงนั้น มีอยู่ราว 2 ล้านครัวเรือน แล้วเชื่ยมโยงว่าเป็นเพราะระบบคอนแทร็คฟาร์มมิ่ง... ขณะที่ในโลกความเป็นจริง เกษตรกรของไทยมีอยู่ 5.8 ล้านครัวเรือน แต่ที่เป็นเกษตรกรในระบบคอนแทร็คฟาร์มมิ่งเพียง 2 แสนครัวเรือน ดังนั้นเกษตรกรที่เหลืออีก 5.6 ล้านครัวเรือนก็คือเกษตรกรอิสระ... คำกล่าวที่ว่า คอนแทร็คฟาร์มมิ่งทำให้เป็นหนี้สินนั้น จึงเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ห่างไกลจากข้อเท็จจริงมาก

               สิ่งที่อยากจะบอกคือ การพิจารณาระบบคอนแทร็คฟาร์มมิ่ง จึงจำต้องศึกษาอย่างรอบคอบ เพราะมีรายละเอียดค่อนข้างมาก และไม่ควรวิจารณ์แบบ “เหมารวม” เพราะจะไม่สามารถเดินไปสู่ระบบนี้บนเส้นทางสร้างสรรค์และเป็นธรรมได้เลย ถ้าจะมองคอนแทร็คฟาร์มมิ่งอย่างสร้างสรรค์เป็นธรรม ทุกฝ่ายต้องเริ่มจากการวางทัศนคติที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ศึกษาทั้งด้านบวกและลบของระบบ ผมเห็นด้วยที่ควรมี “เครือข่ายคอนแทร็คฟาร์มมิ่ง หรือเครือข่ายเกษตรพันธสัญญา” แต่ต้องเป็นเครือข่ายที่มองระบบนี้อย่างสร้างสรรค์ และรัฐบาลควรให้งบสนับสนุนเพื่อให้เกิดการศึกษา และสะท้อนภาพที่เป็นจริงออกมา... ตลอดจนควรส่งเสริมให้เกิดสัญญากลางที่เป็นธรรมด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ “นวัตกรรมทางธุรกิจการเกษตร” สร้างประโยชน์ต่อทุกฝ่ายได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่กลายเป็นแพะที่ถูกกล่าวหา และปรากฏแต่เรื่องราวดราม่าเก่าๆ เช่นที่ผ่านมา