คอลัมนิสต์

อย่าทอดทิ้งประชาชน

อย่าทอดทิ้งประชาชน

11 ต.ค. 2556

อย่าทอดทิ้งประชาชน : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม 2556

               กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา พอเบาใจได้ว่า ภาวะฝนตกหนักอาจจะผ่านพ้นไปแล้วก็เป็นได้ เพราะภาคเหนือเริ่มหนาวเย็นกันบ้างแล้ว ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้หรือลมฝนจากฝั่งทะเลอันดามันก็ลดอิทธิพลลงแล้ว จะเหลือก็แต่พายุโซนร้อนแถวๆ เกาะฟิลิปปินส์ ซึ่งไม่มีผลต่อประเทศไทย แต่นั่นก็เป็นแต่เพียงความเบาใจบนความวิบัติของหลายจังหวัดที่พอคาดคะเนได้ว่า ไม่น่าจะมีอะไรเลวร้ายลงไปกว่านี้ เหลือเพียงแต่ว่า ประชาชนในพื้นที่ภาคอีสานบางส่วนและภาคตะวันออกจะต้องลุ้นกันต่อไปว่า เขื่อนต่างๆ ที่เพียบแปล้ด้วยน้ำในอ่างอยู่ขณะนี้จะพร่องน้ำลงมาอย่างไร ซึ่งโดยภาพรวมมีเขื่อนที่เก็บน้ำไว้เกิน 100% เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ถึง 7 เขื่อนด้วยกัน ได้แก่ เขื่อนลำพระเพลิง (110%) ลำนางรอง (107%) ลำแซะ (109%) ป่าสักชลสิทธิ์ (112%) หนองปลาไหล (106%) คลองสียัด (105%) และประแสร์ (104%)

               อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมปริมาตรน้ำส่วนที่จะต้องพร่องออกจาก 7 เขื่อนในช่วงเวลานับจากนี้ โดยประมาณเขื่อนละ 10% เป็นอย่างน้อย ก็จะมีมวลน้ำอีกนับร้อยๆ ล้านลูกบาศก์เมตรไหลเข้าท่วมพื้นที่รับน้ำที่ท่วมอยู่ก่อนหน้านี้ อย่างเช่น แค่เขื่อนป่าสักฯ มีความจุอ่าง 960 ล้านลูกบาศก์เมตร เพียงแห่งเดียว พร่องน้ำลงอีก 10% ก็จะมีปริมาตรน้ำไหลออกเท่ากับ 96 ล้านลูกบาศก์เมตร เข้าไปแล้ว หรือเขื่อนคลองสียัด ที่มีความจุอ่าง 420 ล้านลูกบาศก์เมตร พร่องน้ำ 10% จะมีน้ำไหลออกอีก 42 ล้านลูกบาศก์เมตร จากการคำนวณเพียงคร่าวๆ เช่นนี้ ทำให้เห็นภาพนับต่อไปจากนี้คือ แม้ว่าฝนฟ้าจะหยุดตก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพื้นที่ภาคอีสานบางส่วนและภาคตะวันออกจะรอดพ้นจากหายนภัยที่พวกเขากำลังเผชิญกันอยู่อย่างแสนสาหัส

               อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ถือเป็นพื้นที่แห่งแรกๆ ที่ถูกน้ำท่วมอย่างฉับพลันทันใดไม่ได้ตั้งระวังตัว เพราะน้ำป่าจาก จ.สระแก้ว ที่อยู่ทางด้านเหนือจู่โจมในพริบตา แต่กลับมีแนวโน้มว่า พื้นที่แห่งนี้ยังอาจจะเป็นพื้นที่แห่งสุดท้ายที่น้ำลดลงอีกด้วยซ้ำ ขณะที่อีกหลายจังหวัดเช่น ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ลุ่มน้ำป่าสัก และเจ้าพระยาอีกบางส่วน จะต้องเผชิญกับสภาพน้ำล้นตลิ่ง และบางแห่งท่วมสูงจนไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ซึ่งดูๆ ไปก็เหมือนกับว่า กลุ่มจังหวัดเหล่านี้ถูกกันออกจากการวางแผนป้องกันน้ำท่วมที่บริหารโดย คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ที่มีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้กำกับดูแล ซึ่งที่ผ่านมานั้นการแก้ไขสถานการณ์ และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยยังไม่ได้ระดมสรรพกำลังจากทุกฝ่ายเข้าคลี่คลายและช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง 

               พูดโจษขานกันว่า ประชาชนรากหญ้าเสียงไม่ดังเหมือนกับนายทุน นักธุรกิจผู้ชี้ชะตาตัวเลขส่งออก จีดีพี และความมั่งคั่งของประเทศ เมื่อน้ำไม่ท่วมเขตนิคมอุตสาหกรรมหรือกรุงเทพมหานคร รัฐบาลจึงไม่ได้เอาใจใส่เท่าที่ควร ปล่อยให้ประชาชนลอยคอรอคอยความช่วยเหลือประทังชีวิตไปวันๆ แม้เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อว่ารัฐบาลจะใจไม้ไส้ระกำได้ถึงเพียงนั้น แต่อีกทางหนึ่งก็สะท้อนว่า รัฐบาลหลงลืมหน้าที่ของตนเองที่จะบำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎร หากแต่ดำรงสถานะของนักการเมืองกลุ่มหนึ่งที่มองเห็นเสียงสนับสนุนมีอิทธิพลมากยิ่งกว่าความทุกข์ร้อนของประชาชนโดยทั่วไป