คอลัมนิสต์

รุกไล่และทวงถามความเป็นธรรมของตำรวจ!!

รุกไล่และทวงถามความเป็นธรรมของตำรวจ!!

09 ต.ค. 2556

รุกไล่และทวงถามความเป็นธรรมของตำรวจ!! : โลกตำรวจ โดยปนัดดา ชำนาญสุข

                “อยากเห็น สตช.(สำนักงานตำรวจแห่งชาติ)ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ ตรวจสอบได้ ต้องไม่มีการซื้อขายตำแหน่งในองค์กรนี้ ต้องเติบโตตามความสามารถ ตามภารกิจ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่” คำกล่าวในพิธีมอบนโยบายที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 3 ตุลาคม 2556 แสดงให้เห็นว่า ผู้นำประเทศมีความรู้ว่า การเติบโตก้าวหน้าอย่างไม่เป็นธรรมคือจุดอ่อนที่สำคัญและนำมาซึ่งการบ่อนทำลายองค์กรตำรวจ การแบ่งพรรค แบ่งพวก แบ่งสี แบ่งกลุ่มให้เกิดขึ้นในเหล่าข้าราชการตำรวจอย่างเห็นได้อย่างชัดเจน และส่งผลกระทบที่ใหญ่หลวงต่อประสิทธิภาพในการรักษาความสงบภายในประเทศซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญของตำรวจให้มีประสิทธิภาพต่ำลง อีกทั้งทำให้กระแสการต่อต้านการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจขยายตัวเป็นวงกว้างของสังคม โดยแสดงออกในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการเผยแผ่ความรู้สึกเกลียดชังตำรวจนั้นได้ทำลายขวัญและกำลังใจของตำรวจให้ปฏิบัติงานด้วยความยากลำบากมากยิ่งขึ้น ทำให้ต้นทุนทางสังคมของตำรวจที่ต่ำอยู่แล้วยิ่งตกต่ำลงมากยิ่งขึ้น

                ดังนั้น ผู้นำรัฐบาลจึงต้องแสดงหลักฐานให้ปรากฏแก่สังคมว่า "รัฐบาลมิได้มีเพียงแค่ ความอยาก แต่รัฐบาลมีความมุ่งมั่นอย่างจริงจัง จริงใจโดยได้ดำเนินการดังนี้...” ปัญหาอยู่ที่ผู้นำรัฐบาลมีความกล้าหาญเพียงพอที่จะประกาศและยินดีรับผิดชอบผลการตรวจสอบหากไม่เป็นไปตามที่ได้ลั่นวาจาไว้หรือไม่...เรียนย้ำว่าเรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของผู้นำระดับประเทศ มิใช่การปล่อยให้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กอดระเบิดไว้ให้พร้อมพลีชีพแต่เพียงลำพังเท่านั้น

                ถึงเวลาที่รัฐบาลก็ต้องกอดระเบิดพร้อมพลีชีพด้วยเช่นกัน...!!! ขอทวงถามความกล้าหาญของผู้นำรัฐบาลในการนำพาสังคมตำรวจไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมที่มีการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ มีการอำนวยความยุติธรรมโดยใช้หลักนิติธรรม มีการรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ลดความเหลื่อมล้ำของสังคมในด้านการบังคับใช้กฎหมาย ลดอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในสังคม และกำกับให้ตำรวจทำงานโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง...ตามความอยากของผู้นำประเทศในวันมอบนโยบายตำรวจ

                อย่าอยู่อย่างอยาก หากแต่ควรลงมือทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่องค์กรตำรวจอย่างแท้จริง...ผู้นำมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพูดจริง...ทำจริง

                "รัฐบาลได้จัดการปัญหาเรียกรับเงินในการแต่งตั้งโยกย้ายออกไปอย่างสิ้นเชิง?" นี่คือข้อความที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตรวจสอบว่าเป็นความจริงในประเด็นที่ว่าผู้พูดได้ติดต่อกับ ผบ.ตร.หรือไม่? แต่มีความจำเป็นต้องพิสูจน์ตรวจสอบว่ารัฐบาลได้จัดการกับปัญหาดังกล่าวจริงหรือไม่?...ข้อความนี้หมายถึงรัฐบาลกำลังให้ความหมายว่าตั๋วที่มาจากกลุ่มผู้มีอำนาจทั้งหลายไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดใช่หรือไม่? และรวมไปถึงการทำให้กลไกของระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานของตำรวจเป็นไปตามหลักคุณธรรม...ใช่หรือไม่? ถ้าเป็นเช่นนั้น ผู้นำตำรวจก็คงไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า "ใครเส้นใหญ่แค่ไหน มาจากใคร ท่านจะมาจากไหน แล้วมาเลอะไม่เชื่อผม ลองดู ต้องพลีชีพแล้ว ผมเหลือปีเดียว มาใหญ่กว่า ผมก็ไม่กลัว ผมสั่งไม่ทำ ถือว่าไม่ให้เกียรติ...”

                เห็นด้วยอย่างยิ่งในความจำเป็นต้องทำให้ตำรวจภาคภูมิ ผูกพันกับความเป็นตำรวจมืออาชีพ ดั่งนโยบายของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้นำตำรวจ แต่วิธีการที่จะทำให้ไพร่พลตำรวจภาคภูมิกับอาชีพในสถานการณ์ขณะนี้นั้นจำเป็นต้องเริ่มต้นจากผู้มีอำนาจต้องร่วมสร้างความภาคภูมิให้เกิดขึ้นก่อน...ผู้มีอำนาจต้องไม่ใช้วิธีการในรูปแบบต่างๆบีบบังคับ กดดัน หรือล่อหลอกให้ไพร่พลตำรวจต้องเดินเข้าสู่หลุมพรางแห่งการแต่งแต้มสีจนไม่เหลือความเป็นตำรวจสีกากี เพราะต้องไม่ลืมว่าตำรวจก็คือมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาที่ทำงานก็ย่อมต้องการความมั่นคง ความก้าวหน้าในการทำงานเฉกเช่นผู้ที่ประกอบอาชีพอื่นเช่นเดียวกัน

                ผบ.ตร.มีเวลาราชการเหลือเพียงปีเดียวไม่จำเป็นต้องเกรงใจใคร แต่ไพร่พลตำรวจอีกกว่า 2 แสนนายยังเหลือเวลาในการทำงานอีกหลายปี ถ้าหัวดีจริง หางก็ย่อมดีด้วย อย่างที่โบราณว่าไว้ หัวไม่ส่ายหางจะกระดิกได้อย่างไร?

                "แค่เอาช่วย ศปก. (ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ)ไม่เข็ด ยังเบาๆ ผมจะสำรองราชการแล้วจากนี้ ผบช.(ผู้บัญชาการ) ผบก. (ผู้บังคับการ)หน่วยต้องไปทำ ผมยืนแบบนี้ ผบช.ก็ต้องยืนแบบผม ...หากไม่ทำถึงมีนโยบายสวยหรูก็ไม่มีประโยชน์...หากท่านเละเทะ หากชัดเจนผมฟันแน่ เหลือปีเดียวผมเดินชก ปีที่แล้วดูรูปมวย ปีนี้ผมจะไม่ยอมให้ตำรวจถูกประณามว่ากินสิ่งโสมม อย่าเอาสิ่งโสมมที่ทำลายประชาชนทำลายสังคมมากิน ทำลายสังคม ทำลายภาพพจน์ ผมไม่ยอม ผมเอาระเบิดมากอดแล้ว พลีชีพแล้ว ถ้าไม่ทำ เป็นเรื่อง ไม่ต้องคิดมาก ผมชัดเจน”

                ไม่มีสร้างภาพ ไม่ใช่พระเอกจอแก้ว ไม่ใช่นโยบายสวยหรูแต่ไม่สามารถทำได้หรือไม่ลงมือทำ ไม่ลงโทษแต่ไพร่พลแต่หันกลับมาพิจารณาตั้งแต่ระดับผู้บริหารซึ่งหมายถึงผู้บัญชาการ หรือสูงกว่านั้นก่อนเสมอ โดยมีผู้นำรัฐบาลที่พร้อมจะลงมือทำให้ตำรวจไทยไม่ต้องวิ่งเต้นหาตั๋วกับตังค์แล้วใช่หรือไม่?

                แม้จะถูกล่ามด้วยอำนาจ แต่ไม่อาจตัดหน้าที่ มีต่อชน(ประชาชน)...จงสู้ต่อไปด้วยความมุ่งมั่นว่าตำรวจไทยต้องสีกากี!!