
ตอบโจทย์ปัญหารถติด
ตอบโจทย์ปัญหารถติด : บทบรรณาธิการประจำวันที่9ต.ค.2556
การแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครของตำรวจนครบาลด้วยการเสนอแนวคิดไปยังรัฐบาลเพื่อออกกฎหมายห้ามรถที่มีอายุใช้งานตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป เข้ามาวิ่งในพื้นที่หรือหากนำมาวิ่งก็ต้องเสียภาษีเท่ากับรถใหม่นั้นกำลังเป็นประเด็นถกเถียงกันในวงกว้างถึงความเหมาะสมซึ่งก่อนหน้าเคยมีแนวคิดลักษณะนี้แต่ก็ทำไม่สำเร็จ ถ้าจะว่ากันตามจริงการจำกัดอายุรถในการวิ่งนั้นมองได้ 2 ด้าน หนึ่ง รถเก่าหากรวมกับปริมาณรถในอนาคตเมื่อเทียบกับพื้นผิวถนนไม่เพียงพอ อีกด้านหนึ่งมองว่ารถเก่ามีโอกาสเสียอาจทำให้การจราจรติดขัด ซึ่งด้วยเหตุผลทั้งสองข้อนี้ดูเหมือนจะจำกัดสิทธิกันอย่างมาก เนื่องด้วยสภาพความเป็นจริงในด้านเศรษฐกิจชาวบ้านไม่สามารถซื้อรถใหม่ได้ตลอดเมื่อครบอายุกฎหมายหากมี ยังมีภาระเรื่องปากท้อง ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ค่าเทอมลูกในกรณีที่ครอบครัวมีรายได้ไม่มาก แล้วยังต้องแบ่งเจียดไปหารถใหม่นั้นดูจะจำกัดอยู่ในวงของเศรษฐีมีเงิน กลับกันนั่นย่อมแสดงว่าคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ จะต้องเป็นคนมีฐานะ คนยากจน ข้าราชการชั้นผู้น้อย พนักงานเอกชนระดับล่าง ที่พอมีแรงผ่อนรถเก่า ต้องอพยพออกไปอยู่นอกพื้นที่ให้หมดเช่นนั้นหรือเปล่า
การแก้ไขปัญหาการจราจรด้วยการเสนอแนวคิดเช่นนี้ก็ยังไม่มีงานวิจัยหรือผลสำรวจที่เป็นรูปธรรมมารองรับว่าจะแก้ปัญหารถติดได้จริง ซ้ำยังตอกย้ำให้เห็นว่าเป็นวิธีการที่ทำลายมากกว่าวิธีผ่อนคลายปัญหาอย่างแท้จริง หากจะว่าถึงปัญหารถมากในกทม. ก็ต้องย้อนไปถึงนโยบายของรัฐบาลนั่นแหละ พวกประชานิยม ที่พยายามเข็นให้คนกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดซื้อรถยนต์คันแรก ด้วยรัฐบาลสนับสนุนการคืนภาษีเป็นแรงจูงใจให้คนซื้อรถป้ายแดง สรุปจากยอดจองกว่า 1 ล้านคันนั้นเป็นปริมาณที่มากเกินกว่าพื้นผิวถนนจะรอองรับได้อยู่แล้ว เหตุใดตำรวจจึงไม่ไปเสนอคัดค้านนโยบายนี้ตั้งแต่เริ่มต้น หากจะปฏิเสธว่านโยบายโละรถเก่าเป็นเพียงแนวคิด แต่ก็ทำให้ประชาชนเห็นว่านี่คือ วิสัยทัศน์ของนายตำรวจระดับสูงที่เข้ามารับผิดชอบงานจราจรดูแลปัญหาใหญ่ของเมืองหลวง
ปัญหาการจราจรคับคั่งในเขตกรุงเทพฯ ใช่จะมีแต่เรื่องปริมาณรถเพียงอย่างเดียว ยังมีเรื่องของกฎ ระเบียบ การฝ่าฝืนกฎหมายอยู่ด้วย ทำให้รถที่ควรจะเลื่อนไหลกลายเป็นอัมพาตเช่นปัจจุบัน ตำรวจนครบาลควรมาให้ความสำคัญในแง่การบังคับใช้กฎหมายมากกว่า รถแท็กซี่ รถเมล์ รถตู้หรือรถบริการสาธารณะอื่นๆ ที่จอดแช่อยู่ตามป้ายรถ ตามหน้าห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ การขับขี่ที่ไร้มารยาทปาดหน้า แซงในที่ฉุกเฉินเหล่านี้ล้วนยังไม่ได้รับการแก้ไข แม้ตำรวจนครบาลจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย แต่ด้วยพฤติกรรม นิสัย ของผู้ขับขี่ก็ไม่ได้เกรงกลัว ตำรวจส่วนใหญ่ไม่ให้ความสนใจหรือจับกุมอย่างจริงจัง จนบ่มเพาะนิสัยการละเมิดกฎหมายมาอย่างยาวนาน สำหรับแนวคิดเรื่องศาลจราจรนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งเชื่อว่าจะนำไปสู่การจัดระเบียบผู้ใช้รถใช้ถนนได้ระดับหนึ่ง แต่การแก้ปัญหาคงใช้ตำรวจอย่างเดียวไม่ได้ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงมาร่วมรับผิดชอบ ที่สำคัญรัฐบาลต้องเป็นเจ้าภาพใหญ่บูรณาการทั้งคนทั้งระบบ



