
บทเรียนจากการทูตจีน
บทเรียนจากการทูตจีน : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
กรุงจาการ์ตา-ในอาทิตย์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง เดินทางไปเยือนสองประเทศมุสลิมอาเซียนคือ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ถือเป็นประเทศหน้าด่านสำคัญที่สุดของการทูตจีนในการดำเนินนโยบายต่างประเทศยุคใหม่ของผู้นำใหม่รุ่นที่ห้าต่อภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ การเดินทางครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง แสดงถึงความมุ่งมั่นของจีนต่อการทูตในภูมิภาค
ในขณะที่ ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้ยกเลิกการเดินทางมายังภูมิภาคเป็นครั้งที่สามในรอบห้าปี ทำให้สหรัฐอเมริกาหน้าแตกและขาดความน่าเชื่อถือไปมากในเวทีการเมืองโลก โดยเฉพาะในอาเซียน การเมืองภายในสหรัฐอเมริกายุ่งยากมากยิ่งกว่าการเมืองในโลกที่สามเสียอีก ผู้นำพรรครีพับลิกันและเดโมแครตสู้กันแบบเอาเป็นเอาตายยิ่งกว่านักการเมืองไทยเสียอีก
ผู้นำจีนคนนี้รู้ดีว่า จีนกำลังมีบทบาทสูงในเวทีโลก ในฐานะเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับสองของโลก จำเป็นต้องปรับปรุงตัวเอง โดยเฉพาะในเรื่องนโยบายต่างประเทศและภาพลักษณ์ของจีนทั่วๆ ไป จึงไม่แปลกที่ระยะหลังมีกฎเกณฑ์แปลกๆ ออกมาให้นักท่องเที่ยวจีนปฏิบัติตาม มีคนต่างประเทศบ่นกันมาว่า คนจีนเที่ยวเมืองนอกไม่ค่อยมีมารยาทและความเกรงใจ ชอบพูดเสียงดัง เป็นต้น
การมาอาเซียนครั้งนี้ ประธานาธิบดีสี เก็บคะแนนการทูตได้เต็มๆ จีนต้องจีบทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซีย เนื่องจากเป็นประเทศชั้นนำของโลกมุสลิมนอกจากตะวันออกกลาง ในบริบทอาเซียนและประชาคมโลก ทั้งสองประเทศนี้มีบทบาทสำคัญมาก โดยเฉพาะในช่วงการเมืองตะวันออกกลางยังแก้ไขอะไรไม่ได้ อีกอย่างลึกๆ ทั้งสองประเทศมีประวัติศาสตร์แอนตี้จีนอยู่ คือ ในปี 1965 อินโดนีเซีย และ 1967 ในมาเลเซีย รัฐบาลทั้งสองประเทศมีนโยบายรังแกคนจีน ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายมองไปข้างหน้า
การทูตจีนกับอินโดนีเซียและมาเลเซียมีนัยสำคัญให้บทเรียนไทยได้ ไม่ว่าทางด้านการค้า การลงทุนและยุทธศาสตร์ ครั้งนี้จีนแสดงท่าทีชัดเจนมาก ต้องการพัฒนาสัมพันธ์ที่มีมิติทางความมั่นคงและยุทธศาสตร์มากขึ้น ต้องถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนของจีน สหรัฐอเมริกาได้ปรับนโยบายยุทธศาสตร์ต่อเอเชียตั้งแต่ปลายปี 2011
ในการเยือนอาเซียน จีนได้เสนอให้มีกลไกการหารือในเรื่องความมั่นคงและป้องกันประเทศในกรอบทวิภาคีระหว่างอาเซียนและจีน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่ แสดงให้เห็นถึงความคิดทางด้านยุทธศาสตร์แนวใหม่ของจีน แน่นอนที่สุดจีนต้องการสร้างความร่วมมือทางด้านมั่นคงกับสมาชิกอาเซียนเท่านั้นในระดับภูมิภาค ขณะนี้อาเซียนกับประเทศคู่เจรจาแปดประเทศ (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี สหรัฐอเมริกา รัสเซีย อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) มีเวทีการพูดคุยประเด็นความมั่นคงยุทธศาสตร์ในกรอบรัฐมนตรีกลาโหมคือเอดีเอ็มเอ็มพลัส หรือ Asean Defense Ministerial Meeting Plus ซึ่งมีการประชุมทุกสองปี
ในอนาคตอันใกล้นี้ จีนต้องการสร้างระบบความมั่นคงใหม่ในภูมิภาค ที่ไม่มีสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปเป็นแกนนำกลาง ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาและยุโรปต้องถือว่าเป็นหุ้นส่วนหลักทางด้านความมั่นคงของเอเชียและอาเซียน ถือเป็นอำนาจในการรักษาดุลอำนาจของโลกเสรี แต่ในปัจจุบันความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การคลัง พลังงาน ข้อพิพาทพื้นที่ทะเล เป็นประเด็นสำคัญในเวทีการเมืองโลกที่ต้องเข้ามาพิจารณา
ทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซียรู้ตัวดีว่า จีนกำลังเข้ามาหาและพยายามวางแนวนโยบายต่างประเทศที่จะใช้ประโยชน์มากที่สุด การค้าและการลงทุนเป็นเรื่องหลักในสัมพันธ์จีน-มาเลเซีย ส่วนจีน-อินโดนีเซียหนักไปทางยุทธศาสตร์ ซึ่งผิดกับการทูตไทยซึ่งไม่มีนโยบายต่างประเทศที่ชัดเจนต่อจีน รู้แต่ว่าไทย-จีนมีความสัมพันธ์อันเก่าแก่มาสองพันกว่าปี ราชวงศ์ไทยเยือนประเทศจีนนับครั้งไม่ถ้วน มีสถาบันขงจื้อ 12 แห่ง มีถนนเยาวราช เป็นตัวชูความเป็นจีน-ไทย แต่ลองไปสำรวจดูสาระและแก่นสารลึกๆ สัมพันธ์ไทย-จีนเกือบ 40 ปีที่มีสัมพันธ์การทูตจะพบว่า หาอะไรเจ๋งๆ มาอวดชาวบ้านค่อนข้างยาก
ตอนนี้ไทยต้องการรถไฟไฮสปีดอย่างเดียว เพราะถือว่าเป็นโปรเจกท์มหึมาที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า (ตามจริงมันมีวิธีอื่นๆ ด้วย) ส่วนจีนพยายามตอบสนองอย่างเต็มที่ อย่าได้แปลกใจ ถ้าวาทกรรมการทูตไทย-จีนในอนาคตจะเป็นเรื่องความเร็วของทั้งรถไฟและโปรเจกท์ซึ่งต้องเดินหน้าอย่างรวดเร็ว
จีนต้องการแรงสนับสนุนจากอาเซียนมากเท่าๆ กับที่อาเซียนต้องการเงินลงทุนด้านพัฒนาโครงสร้างคมนาคม แต่อาเซียนต้องเจรจาอย่างรอบคอบมีธรรมาภิบาล ซึ่งช่วงหลังจีนเน้นเรื่องนี้มาก เนื่องจากมีปัญหาตามมาในการลงทุนในแอฟริกาและที่อื่นๆ
ไทยต้องติดตามยุทธศาสตร์ประเทศเพื่อนบ้านต่อจีน เพราะมีผลโดยตรงต่อไทย เป็นบทเรียนอันมีค่า



