คอลัมนิสต์

รถตู้ต้องยึดหลักกฎหมาย

รถตู้ต้องยึดหลักกฎหมาย

08 ต.ค. 2556

รถตู้ต้องยึดหลักกฎหมาย : บทบรรณาธิการประจำวันที่8ต.ค.2556

               นับเป็นเรื่องที่ดีที่มีการพบปะกันอย่างเป็นทางการระหว่าง นายสมชัย ศิริวัฒนโชค ปลัดกระทรวงคมนาคม กับ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ จริตเอก ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งดูแลงานด้านจราจร เพื่อประชุมร่วมกันในเรื่องการวางมาตรการปราบปรามรถตู้โดยสารผิดกฎหมาย และสุดท้ายมีการตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาในทุกมิติ ทั้งคนขับ ตัวรถ เส้นทาง และการบังคับใช้กฎหมาย โดยมีตำรวจเป็นหน่วยงานหลัก มีกรมการขนส่งทางบกเป็นหน่วยงานสนับสนุน รวมถึงหน่วยต่างๆ ในพื้นที่ร่วมบูรณาการ และให้กองบังคับการจราจรเป็นศูนย์กลางการประสานงานในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่วนในเขตต่างจังหวัดจะมีการเชื่อมต่อข้อมูลกับกองบังคับการตำรวจทางหลวง

               ที่ผ่านมารถตู้โดยสารไม่ว่าจะเป็นรถตู้เถื่อน หรือถูกกฎหมาย หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาเมื่อใดก็มักจะมีความสูญเสียร้ายแรง เนื่องจากการขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ทั้งจากสภาพความพร้อมของรถ และความพร้อมของคนขับ ซึ่งมักจะพยายามทำรอบจนเกินกว่าที่ร่างกายจะรับไหว เมื่อเกิดอุบัติเหตุก็เป็นเรื่องที่ภาครัฐจะต้องเข้าไปเยียวยาความเสียหาย โดยเฉพาะรถตู้เถื่อนที่นำมาดัดแปลงเพื่อให้บรรทุกคนได้คราวละมากๆ ซึ่งบางครั้งเกินที่กฎหมายกำหนดคือ 15 คน รวมทั้งคนขับ เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาก็ผิดเงื่อนไขกรมธรรม์ บริษัทประกันอาจจะไม่จ่ายค่าเสียหาย แต่ที่ผ่านมารถตู้เถื่อนก็ยังคงวิ่งรับส่งผู้โดยสารโดยที่กฎหมายเอื้อมไปไม่ถึง

               สำหรับรถตู้ที่ถูกกฎหมาย วิ่งให้บริการแบ่งเป็น 2 หมวด หมวด 1 คือรถตู้ร่วมบริการ ขสมก. วิ่งให้บริการใน กทม.และปริมณฑล มีทั้งสิ้น 128 เส้นทาง มีจำนวนประมาณ 5,000 คันเศษ และรถตู้หมวด 2 คือรถตู้ที่วิ่งให้บริการระหว่างจังหวัดในรัศมีไม่เกิน 300 กิโลเมตร วิ่งใน 59 เส้นทาง รถตู้หมวดนี้มีอยู่ราว 5,000 คันเช่นกัน แต่ถึงเป็นรถตู้ถูกกฎหมายก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดจากอุบัติเหตุ ตราบใดที่การกวดขันของหน่วยงานรัฐยังคงละเลยที่จะใช้กฎหมายควบคุมอย่างเคร่งครัดอย่างที่รถขนส่งสาธารณะควรจะเป็น

               สิ่งที่น่าตกใจในการพบปะกันของสองหน่วยงานรัฐในครั้งนี้ก็คือ การให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ระบุถึงรถตู้ที่มีกลุ่มผู้อิทธิพลอยู่เบื้องหลังว่า "ทางตำรวจท้องที่มีข้อมูลอยู่แล้ว หลังจากนี้ได้กำชับให้เข้าไปดูแลป้องกันการกระทำผิดกฎหมายต่อไป" ซึ่งหากมีข้อมูลอยู่แล้วจริง ก็น่าจะใช้กฎหมายที่ถืออยู่เข้าไปจัดการปัญหาเหล่านี้ เหตุใดถึงต้องรอให้กระทรวงคมนาคมเดินทางมาประสาน หรืออย่างกรณีล่าสุดที่ดีเอสไอลงไปตรวจสอบมาเฟียรถตู้-แท็กซี่ ที่ จ.ภูเก็ต

               ความจริงแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นมานั้น มีกรอบมีกฎหมายวางเอาไว้เพื่อป้องกันหรือเพื่อลดความสูญเสียไว้อยู่แล้ว ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้มีอิทธิพล หรือผลประโยชน์บังตา ลูบหน้าปะจมูก กันอย่างไร แต่ผู้ที่ดูแลกฎหมายผู้ที่ใช้กฎหมายจะต้องมีจิตสำนึกรับรู้ได้ในทันทีว่า การละเมิดกฎหมายของรถขนส่งสาธารณะนั้นเป็นภัยต่อประชาชนไม่ว่าจะเป็นผู้ที่จำต้องไปใช้บริการ หรือคนทั่วไปที่ร่วมใช้ทางสาธารณะ