
ทุกภาคส่วนควรร่วมตัดสิน
ทุกภาคส่วนควรร่วมตัดสิน : บทบรรณาธิการประจำวันที่7ต.ค.2556
ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการกลั่นกรองให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีการบริหารจัดการน้ำ ตามที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเกี่ยวกับโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 9 โมดูล วงเงินลงทุนรวม 3.5 แสนล้านบาท ได้เริ่มทำประชาพิจารณ์แล้วที่ จ.เชียงใหม่ และนครสวรรค์เป็นแห่งแรก จากนั้นก็จะเป็นจังหวัดในภาคกลาง รวมทั้งหมดอีก 18 จังหวัด ภาคอีสาน 2 จังหวัด เริ่มที่ จ.สกลนคร ในวันที่ 30 ตุลาคม ภาคตะวันออก 2 จังหวัด จังหวัดแรกวันที่ 25 ตุลาคม ได้แก่ คือ ฉะเชิงเทรา ส่วนภาคใต้มีจังหวัดเดียววันที่ 1 พฤศจิกายน สำหรับกรุงเทพฯ จะประชาพิจารณ์เป็นเวทีสุดท้ายคือวันที่ 19 พฤศจิกายน ช่วงเวลานับจากนี้ไปจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน การประชาพิจารณ์จะคึกคักหรือไม่อย่างไร จะต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะถือเป็นเวทีหนึ่งที่ประชาชนจะได้แสดงออก ร่วมชี้ชะตาทิศทางของประเทศไทยผ่านอภิมหาโครงการ
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า กระแสคัดค้านโครงการต่างๆ ในกรอบของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ดำเนินไปอย่างค่อนข้างคึกคัก โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างเขื่อนหลายแห่ง เนื่องจากเขื่อนเป็นถาวรวัตถุที่ประชาชนทั่วไปสามารถวิเคราะห์เทียบเคียงถึงประสิทธิภาพของมันได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการเพื่อป้องกันอุทกภัย การส่งน้ำผ่านระบบชลประทานเพื่อบรรเทาความแห้งแล้ง เป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ แหล่งท่องเที่ยว ผลักดันน้ำเสียและน้ำเค็ม ฯลฯ จนมีเสียงพูดกันมากว่า ประเทศไทยมีเขื่อนมากเพียงพอแล้ว ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งที่ประสบซ้ำซากจำเจกันอยู่เป็นประจำทุกปี ก็ล้วนมาจากการบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพมากกว่าประเด็นที่ว่า ไม่มีเครื่องมือบรรเทายับยั้งความเสียหาย
แต่ที่ดูเหมือนจะสุ่มเสี่ยงมากยิ่งกว่าการสร้างเขื่อนก็คือ การสร้างเส้นทางระบายน้ำลงสู่ทะเล หรือฟลัดเวย์ มูลค่าการลงทุน 150,000 ล้านบาท ที่จะรับน้ำจากทางเหนือหรือบริเวณ จ.นครสวรรค์ มาลงที่แม่น้ำแม่กลองเพื่อออกอ่าวไทยที่ จ.สมุทรสงคราม ซึ่งอยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคกลางที่จะทำประชาพิจารณ์ด้วย แต่เสียงคัดค้านการนำเทคโนโลยีจากประเทศเกาหลีใต้เข้ามาเปลี่ยนทางน้ำในรูปแบบที่เพียงแค่ปรากฏอยู่ในพิมพ์เขียวหรือกราฟฟิก ก็ทำให้ประชาชนพากันตื่นตะลึงเสียแล้ว เพราะมีประสบการณ์รับรู้ได้เพียงคลองชลประทานที่มีขนาดไม่ใหญ่โตมากนัก และมีคำถามตามมาอีกมากมายถึงประสิทธิภาพของมัน รวมทั้งสภาพแวดล้อมเป็นวงกว้าง และวิถีชีวิตของชาวบ้านที่จะต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน
ขณะเดียวกัน ทั้งๆ ที่การเปลี่ยนแปลงทิศทางน้ำที่เบนตัวออกจากลุ่มเจ้าพระยาเดิม จะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศในแม่น้ำเจ้าพระยาเอง เพราะปริมาณน้ำเหนือ ตะกอน และสัตว์น้ำ ที่จะลดลงจำนวนมาก กระแสน้ำหลากที่เคยช่วยชะล้างขุดลอกท้องน้ำก็จะหายไป แต่ถ้าหากสอบถามความเห็นของชาวบ้านลุ่มเจ้าพระยา ก็อาจจะออกมาสนับสนุนก็เป็นได้ เพราะแรงโน้มน้ำที่ว่า ฟลัดเวย์ทางด้านทิศตะวันตกจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ เช่นนี้แล้ว จึงมีความจำเป็นที่ควรจะเปิดเวทีให้นักวิชาการและสถาบันต่างๆ เข้าร่วมนำเสนอข้อมูล การวิเคราะห์วิจัยถึงผลกระทบและความคุ้มค่าของโครงการอย่างครบถ้วนรอบด้าน



