
ซื้อขายตำแหน่งเชื้อชั่วไม่ยอมตาย
ซื้อขายตำแหน่งเชื้อชั่วไม่ยอมตาย : บทบรรณาธิการประจำวันที่6ต.ค.2556
การเดินทางไปเป็นประธานเปิดสัมมนามอบนโยบายการบริหารราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อสายของวันที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา กลายเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาลอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง หลังนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและการอำนวยความยุติธรรมตามหลักนิติธรรม ให้เป็นธรรมทั่วถึง เพราะเรามีกฎหมายอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้ตำรวจได้ใช้ตามหลักนิติธรรมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รักษาสิทธิพื้นฐานของประชาชน รวมถึงช่วยกันลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคมด้วยการให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมายและกฎระเบียบอย่างเป็นธรรม
ไม่เพียงเท่านี้ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ยังให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เร่งคดีที่คั่งค้างเพื่อลดปัญหาอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง รวมถึงอยากเห็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ สามารถตรวจสอบความโปร่งใสได้ ที่สำคัญบุคลากรต้องเติบโตตามความสามารถและความทุ่มเทกับภารกิจในการดูแลประชาชน โดยไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีหากทุกวงการในสังคมไทยสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยความโปร่งใส ขณะที่การสอบถามความคิดเห็นในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นผลสำรวจมักไปตกกับกลุ่มข้าราชการโดยเฉพาะภาพลักษณ์ของตำรวจไทยมักจะถูกมองในแง่ลบและเป็นอันดับต้นๆ ด้วยซ้ำไป
การซื้อขายตำแหน่งในวงการตำรวจขณะนี้ถือเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพราะสิ่งเหล่านี้มีอยู่คู่องค์กรมาช้านาน มีสิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดคือราคาซื้อขายแต่ละตำแหน่งที่จะปรับเปลี่ยนไปตามพื้นที่รับผิดชอบของแต่ละสถานีตำรวจขึ้นไปถึงระดับกองบังคับการและกองบัญชาการ โดยมีการวิ่งเต้นผ่านนักการเมือง และนายตำรวจระดับชั้นผู้ใหญ่ ซึ่ง รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ ที่ปรึกษาสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) มองว่าหากไม่มีการทับเส้นทับสายกับผู้มีอำนาจในต่างแดนทุกอย่างก็ลงตัว แต่ทุกตำแหน่งไม่จำเป็นต้องวิ่งไปหาคนแดนไกลเสมอไป เพราะคนแดนไกลจะเลือกตำแหน่งยุทธศาสตร์ทางการเมืองเป็นหลักโดยเรื่องเงินทองถือเป็นเรื่องรอง
ปัจจุบันตัวเลขการซื้อขายตำแหน่งมีจำนวนสูงขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ไม่ใช่เฉพาะทำเลเกรดเอในกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่พื้นที่ภูธรจังหวัดต่างๆ ก็มีราคาสูงขึ้นด้วย โดยบางตำแหน่งมีราคาสูงถึง 20-30 ล้านบาท และบางพื้นที่สามารถหาเงินเข้าสถานีตำรวจตนเองได้เดือนละกว่า 10 ล้านบาท ตำรวจที่วิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งพวกนี้เข้าไปทำงาน ก็จะมีระยะเวลาประมาณ 5-6 เดือนที่ต้องถอนทุนคืน และต้องส่งเงินขึ้นไปตามลำดับชั้นอย่างที่ทำกันมาปกติ ฉะนั้นกลุ่มนายตำรวจพวกนี้ก็ต้องทำทุกอย่าง ทั้งคุมบ่อน เรียกรับส่วย ยาเสพติด ซึ่งมีเงินหมุนเวียนนับร้อยล้านบาท ให้ได้มาจากที่เสียไปในการใช้วิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง
สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีกำลังพลกว่าสองแสนคน ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะมีแค่ตำรวจแบบนั้นไปเสียทั้งหมด เพราะตำรวจดีทำงานเก่งไม่วิ่งเต้นก็ยังมีอยู่ และยังคงปฏิบัติภารกิจในหน้าที่ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้เกิดความสงบสุขให้แก่คนในชาติอยู่ แม้เป็นการยากที่จะได้เติบโตในอาชีพการงานด้วยความสามารถโดยปราศจากสิ่งที่พี่ให้มา ฉะนั้นเมื่อรัฐบาลมีความคิดที่จะปฏิรูปประเทศไทย สิ่งแรกที่ควรปฏิรูปคือองค์กรตำรวจเพื่อสร้างสำนึกในหน้าที่ด้วยเกียรติยศและศักดิ์ศรีของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง



