
สร้างสังคมแห่งเหตุผล
สร้างสังคมแห่งเหตุผล : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม 2556
คงไม่ง่ายนักหรอก หากจะมีใครสักคนหรือคนกลุ่มใดก็ตาม ที่อยู่ๆ ก็จะลุกขึ้นมาเคาะคีย์บอร์ดปั่นกระแส สร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อชักจูงให้สังคมคิดคล้อย แต่กระนั้นก็ยังมีบุคคลหรือกลุ่มคนที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามในด้านความคิดสรุปเอาได้ว่า ความเห็นของอีกฝ่ายเป็นเพราะกระแสอันกระเดียดไปทางแฟชั่นเดินตามอย่าง คิดตามกัน และทำกันเป็นขบวนการ อย่างที่เรียกกันว่า "จริตสังคม" เทียบเคียงได้กับกรณีการคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ อันจะลึกเลยไปถึงโครงการอื่นๆ ภายใต้พิมพ์เขียวของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย(กบอ.) ที่มีแนวโน้มว่าจะมีกลุ่มต่อต้านผุดขึ้นที่โน่น ที่นั่น เท่าที่กบอ.โยนหินลงไปสู่การรับรู้ของสาธารณชน แน่นอนว่า จะต้องเกิดวิวาทะกันอย่างกว้างขวาง โดยที่บางครั้ง ข้อมูล ข้อเท็จจริงที่เกิดจากการศึกษาวิจัยกลับถูกละเลยไปอย่างน่าเสียดายในเมื่ออีกฝ่ายหนึ่ง "ตั้งธง" ของตัวเองเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
ผลงานการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และงานวิจัยของกรมประมง เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศชายฝั่งทะเล หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 เป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ นำเสนออยู่อย่างเงียบๆ ในโลกวิชาการและโซเชียลเน็ตเวิร์ก สรุปความว่า มวลน้ำจืดปริมาณมหาศาลจากลุ่มน้ำที่ไหลลงปากอ่าวแม่กลองส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำชายฝั่งมากบ้างน้อยบ้างตามแต่กรณี เช่น การลดจำนวนลงของหอยหลอดบริเวณดินเลนชายฝั่งปากอ่าว อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาของชาวประมงที่ได้แสดงออกในห้วงเวลานั้นก็เป็นประจักษ์พยานอีกทางหนึ่งด้วยว่า ปริมาณน้ำจืดที่มากเกินไป และน้ำเน่าเสียจากมหาอุทกภัยที่ปากอ่าวท่าจีนได้สร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้แก่การประกอบอาชีพของพวกเขาโดยที่ความวิบัติในอนาคตข้างหน้ายังเป็นเรื่องมืดมนอนธกาล
ที่อ่าวบ้านดอน ซึ่งเป็นเวิ้งอ่าวขนาดใหญ่ระยะทางยาวถึง 120 กิโลเมตร และมีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในชายฝั่งตะวันออกของทะเลอ่าวไทยก็กำลังเกิดปัญหาด้านสภาพแวดล้อมจนส่งผลต่อคุณภาพและจำนวนสัตว์น้ำหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หอยแครงที่ขึ้นชื่อ ถึงขนาดมีฟาร์มขนาดใหญ่เพาะเลี้ยงอยู่ในบริเวณเวิ้งอ่าวที่เป็นจุดบรรจบของน้ำจืดจากแม่น้ำตาปี กับน้ำทะเลจนเป็นน้ำกร่อย แต่ก่อนที่จะโทษกันไปมาว่า สาเหตุแห่งความเสื่อมโทรมนั้นมาจากด้านใด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ภายใต้โครงการทดลองการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่อันริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2550 ได้ศึกษาวิเคราะห์รากเหง้าของปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่การวางมาตรการแก้ไข ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกรณีแห่งของการจุดประกาย ใช้หลักวิทยาศาสตร์เข้ามาตัดสินชี้ขาดปัญหา
ปฏิกิริยาของชุมชนลุ่มน้ำแม่กลองที่หยิบยกเอาเรื่อง ปริมาณน้ำจืดไหลลงทะเลมากมายกว่าปกติแม้ในยามหน้าน้ำหรือเกิดอุทกภัยขึ้นในพื้นที่ก็ตาม ซึ่งจะส่งผลในเชิงทำลายล้างระบบนิเวศปากอ่าวในระยะยาวขึ้นมาเป็นโจทย์ใหม่ เพื่อถามหาความชอบธรรมโครงการผันน้ำจากแม่น้ำปิงผ่านฟลัดเวย์มาลงที่ปากอ่าวแม่กลอง โดยอ้างอิงผลการศึกษาในอดีต และผลเสียที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมขึ้นมาเป็น "ใบเสร็จ" นับเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า ที่สุดแล้ว การพิสูจน์กันด้วยวิทยาศาสตร์จะนำมาซึ่งความมีเหตุมีผล เหนือ อารมณ์และ "จริตสังคม" อย่างที่ถูกนำไปกล่าวอ้างโจมตีกัน



