
บทเรียนในเรื่องของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
การค้นพบการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในสังคมไทย ทำให้เราต้องพิจารณาเรื่องสำคัญอย่างน้อยสองประการ ในประการแรกก็คือบทบาทของสื่อที่มีต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโรคสายพันธุ์นี้ และในส่วนที่สองก็คือมีประเด็นอะไรที่สังคมควรจะเรียนรู้มากขึ้นหรือไม่ภายหลัง
เรื่องสองเรื่องนี้ผูกพันกันเป็นอย่างมาก อย่างที่คาดไม่ถึง โดยจะขอเริ่มจากประเด็นที่ว่าบทบาทของสื่อกับการทำการรายงานข่าวการระบาดของโรคในครั้งนี้ เพื่อจะประเมินว่าสื่อนั้นรายงานข่าวได้อย่างครบถ้วนหรือมาก-น้อยจนเกินไป
ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้เรื่องสำคัญอยู่ที่ว่าข่าวส่วนใหญ่ในอดีตนั้นจะวนเวียนอยู่ในส่วนของการ "แปลข่าวในฐานะการรายงานข่าว" และ "รายงานความเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะรายงานข่าว" และพยายามค้นหา "ผู้ป่วยแห่งชาติ" ให้ได้ว่าเรามีคนไข้ไทยที่ติดหรือยัง และมีการค้นพบคนไข้รายแรกในเมืองไทยเมื่อไหร่
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สื่อต่างๆ จะต้องถูกท้าทายก็คือ สื่อกำลังรายงานสิ่งที่เป็นมหันตภัยจริงๆ หรือใส่คำว่ามหันตภัยลงไปกันแน่ เพราะถ้าสื่อคิดว่ากำลังรายงานมหันตภัยนั้น สื่อจะต้องตอบให้ได้ว่า ใช้อะไรเป็นเกณฑ์วัดว่าอะไรคือความรุนแรงของปัญหา ไม่ใช่รายงานไปเรื่อยๆ หรือเหมาว่าสิ่งนั้นเป็นมหันตภัย ดังเช่นคำถามง่ายๆ ว่า ตกลงคนตายจากโรคนี้มีมากกว่าโรคอื่นๆ (หรือโรคติดต่ออื่นๆ) หรืออุบัติเหตุในแต่ละปี
เหมือนกับที่เราอ้างว่าเราเผชิญวิกฤติตลอดเวลา ทั้งที่เอาเข้าจริง เรายังไม่ได้ระบุเลยว่าสิ่งที่เราพูดถึงนั้นมีความหมายครอบคลุมแค่ไหน อย่างไร
ในประการที่สอง เราควรจะย้อนพินิจว่า สังคมเราไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องที่เรียกว่าสาธารณสุขอย่างเพียงพอ อย่างน้อยเราไม่มีความเข้าใจการป้องกันโรคขั้นพื้นฐาน เพราะข้อถกเถียงสำคัญที่โยงจากข้อที่แล้วมาก็คือ โรคหวัดใหญ่นั้นมีความรุนแรงถึงตายมาโดยตลอดทุกปี แต่เราไม่มีความรู้ ความเข้าใจ และใส่ใจสนใจใดๆ ซึ่งถ้าเราใส่ใจสนใจอย่างจริงจังแล้ว โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ก็ย่อมจะถูกป้องกันได้ตั้งแต่แรก
ความจริงเรื่องที่สองนี้สำคัญกว่าเรื่องแรก เพราะเรื่องแรกนั้นสื่อคงไม่มีความชำนาญเท่าไหร่นักกับการรายงานข่าวการระบาดของโรคมากนัก แต่เรื่องที่สองนี้ผมคิดว่าเป็นภารกิจหลักของบรรดาบุคลากรทางการแพทย์และบรรดาองค์กรพัฒนาเอกชนและพวกที่พยายามทำมาหากินกับงบประมาณการสร้างเสริมสุขภาวะทั้งหลาย ที่พยายามเหมารวมครอบคลุมโครงการเปลี่ยนแปลงสังคมไปเสียทุกเรื่อง ภายใต้เงินจำนวนมหาศาลจากภาษีบาป แต่พอถึงเวลากลับไม่ถูกสังคมกดดันให้เข้ามาจัดการเรื่องง่ายๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาวะสาธารณะขั้นพื้นฐานของสังคมเอาเสียเลย



