
ความจริงเรื่องหวัดมรณะ
ในฉับพลันที่องค์การอนามัยโลก ประกาศยกระดับเตือนภัยการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ขึ้นสู่ระดับ 6 ปรากฏการณ์การติดเชื้อในประเทศไทย ก็พุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็ว โดยล่าสุดพบผู้ป่วยแล้ว 106 ราย
ในขณะเดียวกัน คนไทยส่วนใหญ่ก็เริ่มสู่ภาวะตื่นตระหนก ตามถนนหนทาง สถานที่ต่างๆ พบผู้ที่ใช้หน้ากากอนามัยปิดจมูกและปากอยู่ทั่วไป บรรยากาศใกล้เคียงกับคราวเมื่อมีการแพร่ระบาดของไข้หวัดนก หากแต่ครั้งนี้ดูเหมือนรุนแรงและส่งผลร้ายมากกว่า เมื่อการติดเชื้อสามารถแพร่กระจายจากคนถึงคนได้โดยง่าย จนเมื่อพบผู้ป่วยที่ใด จะต้องปิดสถานที่นั้น และทำความสะอาดกันนานหลายวัน
การปรากฏขึ้นของข่าวการตรวจพบผู้ป่วยนับร้อยราย จากเดิมที่พบเพียงไม่กี่ราย โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง อาจมีปัญหาในเชิงการสื่อสารให้รู้และเข้าใจอาการของโรคอย่างแท้จริง เพราะภาพความกลัวโรคร้ายนี้ ได้ส่งผลให้อย่างน้อยเมืองท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง เช่น ภูเก็ต พัทยา ภาวะซบเซาเกิดขึ้น สถานศึกษา สถานบันเทิงต่างๆ ได้รับผลกระทบอย่างถ้วนหน้า ทั้งที่ความจริง ความเชื่อที่ว่า ระดับความรุนแรงของโรคจะทำให้เสียชีวิตหากไม่ได้รับยานั้น เป็นความเข้าใจผิด และการที่บางประเทศมีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ ก็เพราะการสาธารณสุขล้าหลัง อยู่อย่างแออัด เช่นสลัมในเม็กซิโก
นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ อธิบายว่า แบบแผนของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ไม่ต่างจากไข้หวัดทั่วไปที่ระบาดในหน้าฝน พักผ่อน ดื่มน้ำมากๆ ก็จะดีขึ้น ซึ่งแปลว่า อาการและความร้ายแรงของโรคไม่แตกต่างไปจากโรคไข้หวัดธรรมดาทั่วไป แต่หากนับจากการเริ่มแพร่กระจายของโรค ใน 74 ประเทศ มีผู้ป่วยทั้งหมด 2.9 หมื่นราย เสียชีวิตแล้ว 145 ราย จนกระทั่งในประเทศไทยพบผู้ป่วยสะสมกว่า 100 ราย ส่วนใหญ่ได้รับการรักษาหายดีแล้ว และไม่มีผู้เสียชีวิต ความจริงเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่จึงยังดูสับสนอยู่พอสมควร ระหว่างความร้ายแรงกับความปกติธรรมดา
หากเป็นเพียงโรคที่คล้ายกับไข้หวัดธรรมดา เป็นเอง หายเองได้ ไฉนจึงมีการประโคมข่าวกันใหญ่โตและส่งผลให้เกิดภาวะตื่นตระหนกกันไปทั้งชาติ และหากเป็นโรคที่ร้ายแรงจริง จนถึงกับทำให้เสียชีวิตโดยง่าย เหตุใดเพิ่งมาปรากฏข่าวครึกโครม ภายหลังที่องค์การอนามัยโลกยกระดับเตือนภัย ขึ้นสู่ระดับ 6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดแล้ว และจากนี้ ภาวะตื่นตระหนกจะลดลงด้วยเหตุผลชนิดใด คำถามเช่นนี้คงกระหึ่มดังไปอีกอย่างน้อยในห้วงระยะเวลาหนึ่ง และมันก็จะส่งผลกระทบโดยเฉพาะในแง่เศรษฐกิจไปด้วยกัน ตราบเท่าที่ความจริงเรื่องไข้หวัดใหญ่ 2009 ยังเป็นความจริงคู่ขนานกันไปเช่นนี้



