
เพิ่มระดับความรุนแรง
วิกฤติการก่อการร้ายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เพิ่มระดับความรุนแรง และวิธีการสร้างความหวาดกลัวให้ประชาชน ทั้งยังเพิ่มความหวาดระแวงระหว่างประชาชนชาวพุทธกับมุสลิม หลังจากถูกคนร้ายยิงกราดเข้าไปในมัสยิด มีผู้เสียชีวิต 13 ราย ถัดจากนั้นเพียง 2 วันก็มีค
ทำไมกลุ่มโจรก่อการร้ายจึงเพิ่มปฏิบัติการในช่วงนี้ หลังจากทิ้งช่วงไปนาน รวมทั้งความถี่ของการก่อการร้าย สร้างความน่าสงสัยว่ามีเจตนาหรือแผนอะไร ทั้งๆ ที่ภาครัฐได้เพิ่มมาตรการต่างๆ ในการรักษาความสงบ และปฏิบัติการช่วงชิงประชาชนจากการชักชวนชี้นำของขบวนการโจรก่อการร้าย
รัฐบาลยังหาทางออกไม่ได้ว่าจะจัดการกับวิกฤตินี้อย่างไรให้ได้ผล นั่นเป็นเพราะหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐยังไม่ “ได้ใจ” ของประชาชนในพื้นที่นั่นเอง หลังจากชาวบ้านในพื้นที่มีทัศนคติเชิงลบมานาน มองว่ารัฐบาลทอดทิ้งประชาชน รวมทั้งปัญหาการกดขี่ข่มเหงโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ การขาดการพัฒนา ทำให้เกิดสภาพว่างงาน ปัญหาวัยรุ่น รวมทั้งเครือข่ายอาชญากรรมค้าขายสินค้าหนีภาษี ยาเสพติดและธุรกิจผิดกฎหมาย เป็นความซับซ้อนของปัญหา รวมทั้งความต้องการแบ่งแยกแผ่นดินโดยกลุ่มปฏิบัติการหัวรุนแรง ได้รับการฝึกอบรมจากต่างประเทศด้านการใช้อาวุธ ก่อการร้าย และแผนตั้งรัฐใหม่
การลงพื้นที่โดยรัฐมนตรี แม่ทัพนายกองหลายครั้ง ปฏิบัติการด้านจิตวิทยา หรือให้ความรู้แก่ประชาชน ยังไม่ได้ทำให้สถานการณ์โดยรวมดีขึ้น เพราะโจรก่อการร้ายไม่ได้คำนึงถึงปัญหาในภาพกว้าง แต่มีหน้าที่ฆ่า ทำร้าย และทำลายเพื่อสร้างความเสียหาย สร้างบรรยากาศของความสะพรึงกลัวให้ชุมชน เพราะต่อให้ทุ่มเจ้าหน้าที่ทหารไปมากเพียงใด ก็ไม่สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้ และการระวังย่อมเสียเปรียบต่อผู้จ้องก่อการร้าย เพราะเลือกเวลาปฏิบัติงานได้ ไม่ว่าจะเป็นการลอบวางระเบิด ซุ่มยิง หรือการกระทำอื่นๆ
การต่อสู้กับโจรก่อการร้ายนั้นไม่ใช่สงครามที่จะเอาชนะได้ แม้จะมีกำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยสนับสนุนอย่างเต็มที่ก็ตาม ดังจะเห็นได้จากสถานการณ์รบยืดเยื้อในอัฟกานิสถาน อิรัก และปากีสถาน เพราะกองกำลังทหารสหรัฐ อังกฤษและพันธมิตร ยังไม่สามารถเอาชนะได้ แต่ต้องพบกับความสูญเสียทั้งกำลังคนและทรัพยากรอื่นๆ โดยไม่มีวี่แววว่าจะชนะสงครามหรือควบคุมสถานการณ์ได้ และความซับซ้อนยังมีในด้านการสู้รบระหว่างกองกำลังมุสลิมด้วยกันเอง โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสงครามระหว่างกลุ่มต่างศาสนา ดังนั้นการทุ่มกำลังรบ ต่อสู้ด้วยอาวุธในประเทศไทยคงหวังผลไม่ได้ เพราะความตายย่อมสร้างความคั่งแค้น จำเป็นต้องใช้มาตรการอื่นๆ เช่นการทำสงครามช่วงชิงประชาชนโดยให้เข้าถึงมวลชนผ่านหัวหน้าชุมชน หาหนทางยกระดับสภาพชีวิตความเป็นอยู่และสังคมชุมชนในพื้นที่ หากชีวิตเป็นไปแบบกินดีอยู่ดี คงทำให้เปลี่ยนแปลงทัศนคติให้ แต่ต้องใช้ความทุ่มเท และเวลา เพราะปัญหาที่หมักหมมมานานหลายสิบปีย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับแก้ใขได้ในระยะเวลาสั้น



