
พีพีพี-ตีโจทย์ให้แตก!
พีพีพี-ตีโจทย์ให้แตก! : กระดานความคิด โดยแกร่ง หินเพลิง
นโยบายการดึงเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการรัฐ หรือนโยบาย “พีพีพี” ที่ล่าสุดเห็นพลพรรคฝ่ายค้านเข็น “โครงการสร้างอนาคตไทยเข้มแข็ง 2020” ออกมาเกทับโครงการ “สร้างอนาคตไทย 2020” ของรัฐบาล ทั้งในเรื่องการกระจายงบลงทุนลงไปยังภาคอื่นๆ นอกเหนือจากระบบรางและขนส่ง
แต่ที่อยากให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักกับนโยบายดึงเอกชนเข้าร่วมลงทุนในโครงการของรัฐ ซึ่งกระทรวงการคลังเตรียมเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมหลังประกาศใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 หรือกฎหมายพีพีพีมาตั้งแต่ เมษายน 2556 แต่ยังไม่มีการขับเคลื่อนอย่างจริงจังนั้น บทเรียนในโครงการรถไฟฟ้าอย่างน้อย 3-4 โครงการในระยะที่ผ่านมา ซึ่งล้วนแต่นำเอานโยบายการลงทุนแบบ “พีพีพี” มาใช้นั้นน่าจะเป็นอุทาหรณ์ที่ดีว่าภาครัฐสมควรจะทบทวนการดำเนินโครงการเหล่านี้หรือยังจะดึงดันกันต่อไป
ไล่มาตั้งแต่โครงการรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่กทม.ให้เอกชนลงทุนแบบเบ็ดเสร็จในรูปแบบสัมปทานบีโอที ก่อนจะปรับเปลี่ยนมาผนวกเอาโครงการส่วนต่อขยายประเคนสัมปทาน 30 ปีมูลค่ากว่า 1.9 แสนล้านให้บริษัทเอกชนไปดำเนินการในรูปแบบสัมปทาน PPP Gross Cost ซึ่งกำลังถูกดีเอสไอ และป.ป.ช.ไล่เบี้ยอยู่
ขณะที่กระทรวงคมนาคมและการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ก็มีบทเรียนจากโครงการรถไฟฟ้าใต้ดิน สายเฉลิมมหานคร (หัวลำโพง-บางซื่อ) ที่ให้สัมปทานแก่บริษัทรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีเอ็มซีแอล ในปัจจุบันซึ่งเป็นสัมปทานแบบ PPP Net Cost ที่รัฐลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมูลค่ากว่า 110,000 ล้านบาท หรือกว่า 80% แต่เอกชนที่ลงทุนระบบรถไฟฟ้าเพียง 20,000 ล้านบาท แต่กลับได้สัมปทานโครงการไปทั้งหมด
ล่าสุด รัฐยังให้สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีม่วง ส่วนเหนือ (บางซื่อ-บางใหญ่) มูลค่ากว่า 82,625 ล้านบาท ไปให้แก่บีเอ็มซีแอล ในรูปแบบสัมปทาน PPP Gross Cost ที่นอกจากรัฐจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบให้แล้ว ยังต้องฝากเอกชนจัดซื้อระบบรางและรถไฟฟ้าไปพร้อมอีก
กลายเป็น “บทเรียนราคาแพง” ที่กล่าวได้ว่ารัฐต้องตกเป็นเบี้ยล่างของเอกชน เพราะแม้แต่ขบวนรถไฟฟ้าที่เอกชนจะจัดหาภาครัฐก็ยังไม่มีทางรู้เลยว่าเขาจะเอารถไฟฟ้าอะไรมาส่งมอบ แถมค่าโดยสารเอกชนก็กำหนด
หลังสัมปทานรถไฟฟ้าใต้ดิน สายสีน้ำเงิน (หัวลำโพง-บางซื่อ) และรถไฟฟ้าสายสีม่วง ส่วนเหนือ (บางซื่อ-บางใหญ่) 2 โครงการมูลค่าลงทุนกว่า 180,000 ล้านบาทเรียบร้อยไปแล้ว ยังเตรียมผูกปิ่นโตโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย (หัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ) ภายใต้รูปแบบสัมปทาน PPP Gross Cost อีก
ด้วยข้ออ้างที่ว่า เป็นโครงการต่อเนื่องที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้แล้ว หากรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมจะ “ตั้งหลัก” ทบทวนและแสวงหารูปแบบการดำเนินโครงการใหม่ โดยเฉพาะหากจะหันไปดำเนินการจัดซื้อจัดหาระบบรถไฟฟ้าเองเพื่อปลดแอกการพึ่งพาเอกชนในลักษณะการดำเนินการรูปแบบ PCS : Public Sector Company อาจทำให้โครงการล่าช้า ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ทันปี 2560-2561
เป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลและโดยเฉพาะนายกฯ ปู ยิ่งลักษณ์ รับฟังได้ยาก!
ล่าสุดนี้คณะกรรมการตามมาตรา 13 ที่จัดตั้งขึ้นมาดำเนินโครงการนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารูปแบบการดำเนินโครงการใหม่ ท่ามกลางแรงเสียดทานจากกลุ่มทุนการเมืองที่พยายามกดดันให้กระทรวงคมนาคมต้องหวนกลับไปใช้บริการเอกชนรายเดิมอีกหน
หากทุกฝ่ายจะได้ย้อนกลับไปพิจารณาการดำเนินโครงการสัมปทานแบบพีพีพี เหล่านี้ไม่ว่าจะด้วยโมเดลหรือรูปแบบใดแล้ว จะเห็นได้ว่าทุกโมเดลล้วนแต่เอื้อประโยชน์ต่อเอกชน ทำให้รัฐตกเป็น “เบี้ยล่าง” ตลอด
ตัวโครงการพีพีพีนั้น จะว่าไปแล้วก็ไม่ต่างไปจากการผนวกเอาโครงการจัดซื้อจัดหาในหลายมิติมารวมไว้เป็นสัญญาเดียวทำให้ยากแก่การเปรียบเทียบราคาว่ารัฐซื้อถูกหรือแพง เพราะไม่มีราคากลาง
บทเรียนที่ผ่านมาก็ชัดเจนอยู่แล้ว ทั้งนายกฯ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" และ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” รมว.คมนาคม ยังจะเดินหน้าใช้รูปแบบนี้ นโยบายพัฒนารถไฟฟ้า 10 สายกับค่าโดยสารราคาถูก 20 บาทตลอดสายตามนโยบายหาเสียงของรัฐบาล คงเป็นได้แค่ฝัน



