คอลัมนิสต์

ปฏิรูปศึกษายังอีกไกล

ปฏิรูปศึกษายังอีกไกล

03 ต.ค. 2556

ปฏิรูปศึกษายังอีกไกล : บทบรรณาธิการประจำวันที่3ต.ค.2556

              การปฏิรูปการศึกษาของไทยดำเนินการมาหลายสิบปี แต่ดูเสมือนว่ายิ่งปฏิรูปยิ่งหลุดจากเป้าหมายหรือไม่ สิ่งที่สะท้อนให้เห็นก็จากสถิติอันดับด้านประสิทธิภาพการศึกษาของไทยเมื่อเทียบกับในเอเชียยังอยู่ในอันดับที่ไม่สวยหรู เมื่อต้นเดือนกันยายน ที่ผ่านมา เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ได้เปิดเผยถึงการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันนานาชาติ (Global Competiveness Index : GCI) ฉบับล่าสุด ปี 2556 การจัดอันดับภาพรวมปีนี้ของไทยอยู่ในอันดับที่ 37 จาก 148 ประเทศ ซึ่งแม้จะดีขึ้นจากปีที่แล้วที่อยู่อันดับที่ 38 จาก 144 ประเทศ แต่เมื่อดูจากการวิเคราะห์อันดับภาพรวมประเทศในกลุ่มอาเซียน ในระยะ 8 ปีถึงปัจจุบัน พบว่าอันดับรวมของกัมพูชาสูงขึ้นมา 23 อันดับ อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์สูงขึ้น 19 อันดับ มาเลเซียและไทยอันดับถดถอย 4 และ 5 อันดับ

              ทั้งนี้ ปัจจัยการจัดอันดับพิจารณาจาก 3 หมวด คือ 1.ปัจจัยพื้นฐาน สถาบันด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจมหภาค สุขภาพและการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในหมวดนี้ไทยได้อันดับที่ 49 ส่วนปัจจัยหมวดที่ 2 คือปัจจัยยกระดับประสิทธิภาพ หมายถึงสิ่งต่างๆที่จะช่วยให้กิจการก้าวหน้า รวมถึงการศึกษาขั้นสูงและการฝึกอบรม ขนาดของตลาด ตลาดแรงงาน ตลาดการเงิน ความพร้อมด้านเทคโนโลยี ในหมวดนี้ไทยได้อันดับที่ 40 และ 3.ปัจจัยนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจ หมวดนี้ไทยได้อันดับที่ 52 โดยเฉพาะการประเมินความสามารถการแข่งขันด้านการศึกษา ระดับประถมศึกษาและการศึกษาขั้นสูง น่าห่วงว่าไทยอยู่ที่อันดับ 81 ของโลกและอันดับ 7 ในอาเซียน และอันดับที่ 66 ของโลกและอันดับที่ 5 ในอาเซียน ตามลำดับ

              ล่าสุดนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมปฏิรูปการศึกษา โดยกระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษา มีเป้าหมายเพื่อมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีการคิดวิเคราะห์ เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์และทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และวางเป้าหมายเพิ่มอันดับผลการสอบตามโครงการนานาชาติของนักเรียนระดับการศึกษาภาคบังคับของไทยให้ดีขึ้น สัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาต่อสามัญเพิ่มขั้นเป็น 50:50 และพัฒนามหาวิทยาลัยไทยติดอันดับโลกมากขึ้น กระจายโอกาสและเพิ่มความสามารถทางการศึกษามากขึ้น อย่างไรก็ดีรัฐบาลยังต้องมีหน้าที่ในการพัฒนาการศึกษาให้สอดรับกับแผนแม่บทของประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

              นอกจากนี้ การที่รัฐบาลตั้ง 3 คณะทำงาน เพื่อจัดทำแผนงานให้ชัดเจน เป็นบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ โดยจะจัดทำเป็นแผนแม่บทขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบโดยให้เชื่อมโยงกัน แบ่งเป็นระยะสั้นตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานและบุคลากร ส่วนระยะกลาง คณะทำงานบูรณาการสร้างแรงจูงใจในการสนับสนุนทุนการศึกษาจากภาครัฐ โดยปรับแก้ไขกฎเกณฑ์การให้ทุน ซึ่งอาจเพิ่มทุนการศึกษาในสายอาชีวศึกษาให้มากขึ้น สำหรับระยะยาว เป็นคณะทำงานปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ ซึ่งจะว่าไปแล้วการที่รัฐบาลวางแผนไว้ต้องใช้เวลาพอสมควร แต่กรณีเฉพาะหน้าเรื่องเปิดเออีซี หรือเขตเศรษฐกิจอาเซียนที่อีก 2 ปีจะมาถึง ยังไม่เห็นรูปธรรมด้านปฏิรูปการศึกษาที่จะรองรับหรือรับมือได้เลย