
ทำไมต้องเป็น1ตุลาคม?
ทำไมต้องเป็น1ตุลาคม? : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
มีแนวโน้มสูงที่การประชุมคณะรัฐมนตรีอังคารที่ 1 ตุลาคมนี้ จะมีการพิจารณากรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของวุฒิสภา ได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาทั้งสามวาระเรียบร้อยแล้ว และนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คงได้ลงนามก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ตามที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้
โหวตวาระ 3 เมื่อวันเสาร์ที่ 28 กันยายน 3 วันถัดมานำขึ้นทูลเกล้าฯ..อะไรมันจะรีบปานนั้น !
คน "วงใน" ปากต่อปากกันมาว่า ตารางเวลานั้นถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว มีการถกกันในกลุ่มวงแหวนรอบในสุด กับคนแดนไกล
ข้อมูลที่นำมาถกเถียงกันนั้น มีทั้งประเด็นข้อกฎหมาย ทั้งอุบัติเหตุแทรกซ้อนจากเหตุปัจจัยต่างๆ
ในเรื่องข้อกฎหมายนั้น ชัดเจนว่า รัฐสภามีอำนาจในการออกกฎหมาย ส่วนฝ่ายตุลาการนั้นจะถ่วงดุลได้ก็เฉพาะที่กฎหมายนั้นขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญเท่านั้น
นั่นคือที่มาของการโหวตวาระที่ 3 เมื่อวันที่ 28 กันยายน
ส่วนอุบัติเหตุแทรกซ้อน หรือ "ภาวะที่เลวร้ายที่สุด" นั้น มีการประเมินสถานการณ์แล้วว่า "มวลชน" คงไม่สามารถปลุกขึ้นมาต่อต้านได้แน่ ภายหลังม็อบยางพาราได้ตอบรับการเยียวยาของรัฐบาลที่เบิ้ลให้เป็น 2 เท่าจากเดิมที่คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติมีมติให้เพียง 1,260 บาทต่อไร่
ส่วนม็อบข้าวโพด ม็อบมันสำปะหลังนั้น มีกำลังเพียงน้อยนิด ใช้วิธีแก้ปัญหาแบบปกติก็น่าจะ "เอาอยู่"
ม็อบต้าน ปตท.ขึ้นค่าก๊าซหุงต้ม ก็ได้แค่นัดกันมาเป็นระยะ เหมือนจะมาพบปะถามไถ่ทุกข์สุขกันเสียมากกว่า
ขณะที่ม็อบสวนลุมฯ จากเดิมที่ทำท่าว่าจะคึกคัก ออกมาขับไล่รัฐบาล แต่พอมีการตั้งชื่อเสียงเรียงนามกันใหม่แล้ว สุ้มเสียงกลับแผ่วผิวปลิวหายไปกับสายลม
จะมีก็เพียงนักเลงคีย์บอร์ด ที่คิดและเชื่อว่า ม็อบในโซเชียลมีเดียจะเขย่าบัลลังก์รัฐบาลจนล้มคว่ำคะมำหงาย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วในโลกออนไลน์นั้น มันก็ยังคงแบ่งสีกันชัดเจนอยู่แล้ว
ส่วนขาเก่าเจ้าประจำอย่าง "กองทัพ" ที่เคยเป็น "ภัยคุกคาม" ตลอดกาลของทุกรัฐบาล มาถึงวันนี้มันไม่เป็นอย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว
กองทัพเลือกที่จะสงบนิ่งราวกับ "เตมีย์ใบ้" และอดทนต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอก ท่องบทในคัมภีร์ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
แต่นั่นยังไม่อาจถึงบทสรุปว่า ต้องเร่ง ต้องเร็วต้องทูลเกล้าฯ 1 ตุลาคม
จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายกลับเป็น "มือกฎหมายนอกพรรค" แต่อินไซด์ในแวดวงตุลาการ นั่นต่างหากที่ฟันธงว่า ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หากนำขึ้นทูลเกล้าฯ เสียก่อนที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะทันนัดวินิจฉัยว่า การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
แม้จะเสี่ยงต่อข้อหาในภายหลังว่า นำของที่มีปัญหาขึ้นกราบบังคมทูลได้อย่างไร ก็นั่นค่อยไปว่ากันในภายหน้า
ขณะเดียวกันก็เตรียมคำตอบไว้ให้แล้วเสร็จสรรพว่า ให้ขึ้นอยู่กับว่าจะมีพระราชวินิจฉัยอย่างใดออกมา ทุกคนทุกฝ่ายไม่มีสิทธิก้าวล่วง เช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่น่าที่จะมีคำวินิจฉัยกันในช่วงนี้
สำหรับขั้นตอนภายหลังจากมีการทูลเกล้าฯ ไปแล้วนั้น หากยังไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญ ระบุว่า หลังจากพ้น 90 วัน หากไม่พระราชทานคืนมา รัฐสภาจะต้องนำร่าง พ.ร.บ.นั้นมาปรึกษากันใหม่ หากมีมติยืนยันตามเดิมด้วยเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกรัฐสภา ให้นายกฯ นำร่างดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอีกครั้ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยใน 30 วัน ให้นายกฯ ประกาศในพระราชกิจจาบังคับใช้เป็นกฎหมายได้
ซึ่งประเด็นนี้อาจมีการตีความกันอีกว่า การแก้ไขครั้งนี้เป็นการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ "พระราชบัญญัติ" แล้วจะเข้ากับมาตรา 151 ได้หรือไม่ เหมือนกับกรณีที่จะมีผู้ยื่นเรื่องคัดค้านให้ประธานรัฐสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามมาตรา 154
เกมนี้ใครได้ ใครเสีย ใครล้ำเส้น ใครสุดซอย และวันข้างหน้าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ไม่นานได้เห็นกันแน่
.............
(หมายเหตุ : ทำไมต้องเป็น1ตุลาคม? : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา)



