
บริหารจัดการน้ำ
บริหารจัดการน้ำ : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 30 กันยายน 2559
คงไม่ผิดนัก ถ้าหากจะบอกว่า สภาพน้ำท่วมหนักในพื้นที่หลายจังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันออก โดยเฉพาะที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรีนั้น เป็นภาพเหตุการณ์จำลองย่อส่วนมาจากมหาอุทกภัยเมื่อปลายปี 2554 ทั้งการบริหารจัดการน้ำ ทั้งการพร่องน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำ หลายแห่งเช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี และเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก จะต่างกันก็แต่เพียงขนาดของอุทกภัย และความเสียหายที่ตามมา อย่างเช่นระดับน้ำในเขื่อนขุนด่านปราการชลเมื่อวันศุกร์ที่ 27 กันยายน มีน้ำอยู่ในอ่าง 222 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่อ่างมีความจุ 224 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเท่ากับ 99% ซึ่งสุดท้ายก็ไม่อาจจะปิดประตูระบายน้ำเอาไว้ได้ตามคำสั่งของนายปลอดประสพ สุรัสวดี ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)
มหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ที่มวลน้ำมหาศาล 16,000 ล้านลูกบาศก์เมตร บ่าเข้าท่วมพื้นที่ต่างๆ เป็นบริเวณกว้างนับตั้งแต่ภาคเหนือตอนล่างลงมาถึงภาคกลาง ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน และสาขา และพื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงเทพมหานคร ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการกักเก็บน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์มากจนเกินไป และสุดท้ายก็ต้องพร่องน้ำออก เป็นการซ้ำเติมภาวะวิกฤติในขณะนั้น ขณะเดียวกันก็มีกระแสข่าวกระเส็นกระสายออกมาว่า มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังการสั่งงดการระบายน้ำของบางเขื่อนเพื่อปกป้องพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ในช่วงการเก็บเกี่ยวผลผลิต เป็นเหตุให้เมื่อฝนตกหนักเติมลงมา การพร่องน้ำจึงกลายเป็นโศกนาฏกรรมของคนอีกพื้นที่หนึ่ง คล้ายๆ กับความไม่พอใจของชาวนาที่ อ.ศรีมหาโพธิ และอ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ที่ได้รับผลกระทบจากการพร่องน้ำจากเขื่อนขุนด่านปราการชล
อย่างไรก็ตาม เมื่อสำรวจระดับน้ำใน 2 เขื่อนใหญ่ภาคเหนือ พบว่า เขื่อนภูมิพลมีน้ำอยู่ในอ่างเพียง 42% หรือ 5,717 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุอ่าง 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำในอ่าง 5,508 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุอ่าง 9,510 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 58% ในภาคอีสาน เขื่อนสิรินธรมีน้ำในอ่าง 1,728 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุ 1,966 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 88% ภาคตะวันตกเขื่อนศรีนครินทร์มีน้ำ 14,835 ลูกบาศก์เมตร จากความจุอ่าง 17,745 ลูกบาศก์เมตร หรือ 84% เช่นนี้ พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใต้เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ก็อาจเบาใจได้ว่าจะไม่เกิดเหตุซ้ำรอยปี 2554 ขณะที่ภาคอีสานและภาคตะวันตกยังจัดอยู่ในภาวะเสี่ยง เพราะถ้าหากเดือนตุลาคมนี้มีพายุเข้ามาอีกหลายลูกก็อาจต้องพร่องน้ำออกมาจนกลายเป็นอุทกภัย
ปรากฏการณ์น้ำท่วมหนักที่ปราจีนบุรี ภาคอีสาน และภาคกลางหลายจังหวัด นอกจากจะเป็นใบเสร็จยืนยันว่า แท้จริงแล้วการมีเขื่อนจำนวนมากไม่ได้ช่วยบรรเทาหรือป้องกันน้ำท่วมได้เต็มร้อยอย่างที่เคยเข้าใจกัน เพราะทั้งหมดย่อมขึ้นกับการบริหารจัดการโดย "คน" ทั้งสิ้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในอีกประมาณ 2 เดือนข้างหน้านี้ หลายจังหวัดจะประสบภาวะภัยแล้ง ขณะที่อีกหลายจังหวัดเพิ่งผ่านพ้นอุทกภัยมาหมาดๆ นี่คืออีกบทเรียนหนึ่งของการบริหารจัดการน้ำที่จะต้องปรับปรุงต่อไปให้เต็มประสิทธิภาพ คุ้มราคาและคุ้มค่ากับป่าไม้และสิ่งแวดล้อมที่สูญเสียไป



