
แนวทางการควบคุมฝูงชนตามแนวพุทธ
แนวทางการควบคุมฝูงชนตามแนวพุทธ : กระดานความคิดโดย ด.ต.สุรชัย แก้วคูณ นิสิตปริญญาเอก สาขารัฐประศาสนศาสตร์คณะสังคมศาสตร์ 'มจร'
พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้เมื่อครั้งที่พระองค์ได้ส่งพระอรหันตสาวกจำนวน ๖๐ รูป ไปเผยแผ่พระศาสนาครั้งแรกว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พหูชน เพื่อความสุขแก่พหูชน เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย อีกทั้งยังได้ทรงขอร้องให้พระสาวกเดินทางไปเพียงรูปเดียวในแต่ละเส้นทาง ซึ่งหมายถึงคน ๆ เดียวไปสร้างประโยชน์สุขคือการดับทุกข์ ซึ่ง “ทุกข์” หรือความทุกข์นี้ตีความได้อีกนัยหนึ่งว่าปัญหาหรือความชัดแย้งนั่นเอง โดยที่ความทุกข์คือความคับแค้นใจ ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เมื่อเกิดปัญหา ความขัดแย้งก็ตามมา เมื่อเกิดความขัดแย้งแล้ว บุคคลผู้มีความขัดแย้งก็จะหาแนวร่วมที่มีความคิดเห็นเช่นเดียวกับตน ซึ่งก็ได้แก่บุคคลที่มีความทุกข์แบบเดียวกัน ดังนั้นการรวมตัวกันเป็น Mob หรือฝูงชน หรือกลุ่มบุคคลจึงหมายถึงการรวมตัวของ “ทุกข์ก้อนใหญ่” ที่รอให้พระสงฆ์หรือพุทธศาสนิกชนผู้มีความรู้ความสามารถได้นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปคลี่คลายปัญหาหรือกำจัดทุกข์ก้อนใหญ่นั้น
ปัจจุบันกระแสประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน ได้เป็นกระแสสากลของทุกมุมโลกไปแล้ว สถานการณ์การเรียกร้อง ชุมนุม ก็มีลักษณะแตกต่างไปจากเดิม เข้าสู่ยุคการสื่อสารไร้พรมแดน มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทุกภาคส่วนในสังคมไทย และสังคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ชุมนุมประท้วง ขับไล่รัฐบาลที่เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน กระแสสังคมได้มีการเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติการควบคุมฝูงชนตามแบบมาตรฐานสากล ตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย โดยไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ให้เกิดการนองเลือด ไม่ให้เกิดการประทะกันระหว่าง ผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
วิธีการที่จะกำกับควบคุมฝูงชนนั้นเป็นสิ่งที่จะคิดหาวิธีสร้างรูปแบบแนวทางได้ยากอยางยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงบทบาทความเป็นผู้นำในการระงับยับยั้งไม่ให้การชุมนุมของกลุ่มชนที่เรียกกันว่า (มอบ หรือ Mob) นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยากอย่างยิ่งเช่นกัน แต่ด้วยพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความสันติภาพและเหตุผล ย่อมสามารถนำหลักการที่มีเหตุผลมาประยุกต์ใช้ในการกำกับดูแลและควบคุมฝูงชนที่เกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ ในสังคมปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมทางการเมือง การชุมเรียกร้องความเป็นธรรมในเรื่องต่าง ๆ ในองค์กรต่าง ๆ ได้ คำถามมีอยู่ว่าแนวทางการกำกับและควบคุมฝูงชนตามแนวพุทธเป็นอย่างไร
๑. รูปแบบการชุมนุมต่างๆ เป็นอย่างไร
การจลาจล เป็นรูปแบบหนึ่งของการก่อความไม่สงบต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทรัพย์สินหรือประชาชน ซึ่งมีลักษณะเป็นการปรากฏตัวออกมาทันใดของกลุ่มคนที่ไม่มีการจัดระเบียบและหุนหันพลันแล่นที่จะใช้ความรุนแรง ถึงแม้ว่าอาจมีคนหรือกลุ่มคนพยายามที่จะนำหรือควบคุมการจลาจล แต่ส่วนใหญ่แล้วการจลาจลมักไร้ระเบียบเป็นธรรมดาและแสดงพฤติกรรมฝูง
การรับมือกับการจลาจลมักจะเป็นงานยากของกรมตำรวจบ่อยครั้ง และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกส่งตัวไปรับมือกับการจลาจลมักจะถือโล่ยุทธวิธีและลูกซองปราบจลาจล ส่วนใหญ่เนื่องมาจากการกระจายที่กว้างกว่าของล้ากล้องสั้น ตำรวจยังอาจใช้แก๊สน้ำตาหรือแก๊สซีเอสเพื่อหยุดผู้ก่อการจลาจล ตำรวจปราบจลาจลส่วนใหญ่ใช้วิธีอาวุธไม่ร้ายแรงในการควบคุมฝูงชน อย่างเช่น ปืนลูกซองที่ยิงกระสุนยางและกระสุนถุงตะกั่วเพื่อทำให้ได้รับบาดเจ็บหรือทำให้ผู้ก่อการจลาจลง่ายต่อการจับกุมตำรวจมักจะเป็นผู้รับผิดชอบการรับมือกับการจลาจล (การควบคุมฝูงชน) ถึงแม้ว่าวิธีการควบคุมฝูงชนอาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ยุทธวิธีและอาวุธที่ใช้สามารถรวมไปถึงสุนัขจู่โจม ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง กระสุนพลาสติก กระสุนยาง สเปรย์พริกไทย กระสุนถุงตะกั่ว และยุทธวิธีสแนทช์สควอด ซึ่งถึงแม้ว่าจะได้รับการอธิบายว่าเป็นอาวุธไม่ร้ายแรงหรือถึงแก่ชีวิต ก็มีประชาชนบางส่วนที่ได้รับการระบุว่าเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บเนื่องจากการใช้งาน
๒. ฝูงชนคืออะไร?
คำว่า ฝูงชน(crowd) ในที่นี้ หมายถึงคนจำนวนหนึ่งซึ่งมารวมตัวกันในเวลาใดเวลาหนึ่ง และมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน มีความตั้งใจร่วมกัน มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปลดเปลี้องความทุกข์ร้อนให้พวกเขา
สำหรับคำว่า ฝูงชนวุ่นวาย (mob) หมายถึง การรวมตัวกันของผู้คนอย่างไร้ระเบียบ ซึ่งในทางพฤตินัยมักเกิดขึ้นเพราะความกริ้วโกรธหรือไม่พึงพอใจ และบางครั้งก็เป็นส่วนหนึ่งของการจลาจล อันจะเรียกว่าฝูงชนวุ่นวายได้นั้น มักถือเอาจำนวนผู้รวมตัวกันว่ามากกว่าสิบคนขึ้นไป
ในทางสังคมศาสตร์ คำว่า "ฝูงชุนวุ่นวาย" นั้นมีความหมายแค่เพียงตามตัวอักษรเช่นนั้นเท่านั้น แต่คนทั่วไปมักเข้าใจว่าเป็นการรวมตัวกันเพื่อประท้วง เรียกร้อง หรือกระทำการใด ๆ อันไม่ค่อยสงบเรียบร้อยนักเป็นต้น
คำว่า "mob" ในภาษาอังกฤษนั้นมาจากศัพท์ภาษาละตินว่า "mobile vulgus" หมายความว่า ฝูงชนวุ่นวาย
๓. การพัฒนาการของฝูงชนเป็นอย่างไร?
เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายต้องเข้าใจถึงการพัฒนาการรวมตัวกันของคนเป็นฝูงชน หรือมีการก่อเหตุวุ่นวาย มีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อที่จะเข้าใจขั้นตอนความเป็นไป ของการที่คนมารวมตัวกันเพื่อกระทำกิจกรรม หรือเรียกร้องโดยสามารถแบ่งลักษณะการพัฒนาการของฝูงชนตามลำดับได้ดังนี้
ลักษณะการพัฒนาการของฝูงชนลำดับที่ ๑ คนรวมตัวกันทำกิจกรรมเป็นฝูงชน เช่น ดูกีฬา ดูคอนเสิร์ต ดูการแสดงหรือมีการเฉลิมฉลองรื่นเริงที่ทีมกีฬาชนะ เป็นต้น โดยปกติแล้วเราจะพบว่าฝูงชนเหล่านี้จะมีความเป็นระเบียบ หรืออาจสร้างปัญหาบ้างเล็กน้อยแก่สังคม เช่น อาจทำให้เกิดการจราจรติดขัดเพิ่มขึ้น แม้ว่าคนที่มารวมตัวกันจะมีจุดมุ่งหมาย หรือแรงจูงใจที่ตรงกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีความแตกต่างกันในเรื่องของความคิดบ้างในแต่ละกลุ่ม และเมื่อไม่ได้รับความสะดวกสบายเมื่อพวกเขารวมตัวกนจะทำให้เกิดปัญหาขึ้น เป็นต้น
ลักษณะการพัฒนาการของฝูงชนลำดับที่ ๒ ฝูงชนที่ก่อความไม่เป็นระเบียบ (Public disorder) เมื่อคนรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เราจะพบเห็นถึงความไม่เป็นระเบียบเกิดขึ้น เช่น มีการทิ้งขยะบ้าง การส่งเสียงดังบ้าง กีดขวางการจราจร หรือทำให้เกิดความไม่ปกติสุข ในพื้นที่ที่มีการชุมนุม ดังนั้นตำรวจจึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดระเบียบไม่ให้กลุ่มฝูงชนเหล่านี้ไปก่อความเดือดร้อน
ลักษณะการพัฒนาการของฝูงชนลำดับที่ ๓ ฝูงชนที่ก่อความไม่สงบ (Public disturbance) จะพบว่าในกลุ่มผู้ชุมนุม อาจจะมีบุคคลบางกลุ่มตั้งใจที่จะก่อเหตุให้เกิดความวุ่นวาย โดยอาศัยความไม่เป็นระเบียบของผู้เข้าร่วมชุมนุมที่มีจำนวนมากเป็นฐาน เมื่อคนมารวมกลุ่มกันเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะมีแกนนำหรือไม่มีแกนนำก็ตาม ก็จะมีการพูดคุย โห่ร้อง ร้องเพลง ตะโกน หรือยกป้ายแสดงความต้องการของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นๆ ซึ่งก็จะทำให้เกิดความไม่สงบในพื้นที่ชุมนมหรือบริเวณใกล้เคียง
ลักษณะการพัฒนาการของฝูงชนลำดับที่ ๔ ฝูงชนที่บ้าคลั่ง (Mob) หรือที่เรียกว่า ม็อบ ซึ่งเราจะได้ยินกันบ่อยครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา ฝูงชนที่รวมตัวกันเมื่อถูกขับเคลื่อนหรือมีแกนนำชักจูงยั่วยุ หรือมีพฤติการณ์ที่ถูกกระตุ้นทางอารมณ์ ซึ่งมีความอ่อนไหวทางจิตวิทยาได้ง่ายเมื่อคนมารวมตัวกัน ทำให้ฝูงชนเชื่อฟัง หรือถูกชักจูงได้ง่ายให้กระทำการรุนแรง หรือผิดกฎหมาย โดยปกติแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่ยอมรับหรือเห็นว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย หรือถือว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบเกิดความรุนแรงหรือผิดกฎหมาย เนื่องจากความรุนแรงและความตื่นตระหนกจะเกิดปะทุได้ทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากฝูงชนที่บ้าคลั่งมีความรู้สึกร่วมกันถึงความเสี่ยงหรือความไม่ปลอดภัย ในการที่จะถูกดำเนินการสลายฝูงชน หรือในระหว่งการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่อาจจะมีความคิดว่าฝูงชนไม่สามารถจะหาทางออกจากที่ชุมนุมได้ ซึ่งปรากฎการดังนี้บ่อยครั้งที่นำไปสู่การปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ และเกิดความรุนแรง เสียหาย บาดเจ็บตามมา
ลักษณะการพัฒนาการของฝูงชนลำดับที่ ๕ การจลาจล (Riot) คือการที่ฝูงชนหรือกลุ่มผู้ชุมนุมก่อความไม่สงบหรือบ้าคลั่ง แล้วเปลี่ยนเป็นความรุนแรง โดยการแสดงออกอย่างรุนแรงในตัวเอง เช่น ทำลายทรัพย์สิน การทำร้ายผู้อื่น และการก่อเหตุรุนแรงต่างๆ ในสถานที่ชุมนุม หรือพื้นที่ข้างเคียง เช่น การเผาทรัพย์สิน สิ่งของ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามในฐานะผู้เขียนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการรักษาความสงบเรียบร้อยทั่วไป ในกรณีการควบคุมฝูงชนหรือกลุ่มผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่เริ่มตั้งแต่ก่อนที่ผู้คนรวมตัวเป็นฝูงชน (Crowd) เพื่อป้องกันไม่ให้ฝูงชนขาดการควบคุม ไร้ระเบียบ วุ่นวาย กระทั่งเป็นฝูงชนบ้าคลั่ง (Mob) จนพัฒนาขึ้นไปจนถึงระดับการจลาจล (Riot) แล้วนั้น เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตำรวจจะใช้
๔.ตำรวจจะใช้กำลังกับการควบคุมฝูงชนเมื่อใด?
แบบวิธีของการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายทีต้องเข้าควบคุมสถานการณ์ฝูงชนหรือกลุ่มผู้ชุมนุมให้เป็นระเบียบหรือสงบเรียบร้อย ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการใช้กำลัง แต่การใช้กำลังดังกล่าวต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้อำนาจที่กฎหมายกำหนด โดยเริ่มตั้งแต่ เฉพาะรายบุคคล คู่ตรวจ ชุด หมู่ หมวด หรือชุดต่างๆ ในระดับกำลังหลากหลายแบบตามแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นตัวกำหนด
เจ้าหน้าที่ต้อง “ระลึก” เสมอว่า การใช้กำลังอาจล่วงละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของบุคคลได้เสมอ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ต้องตระหนักต่อศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนมีมาแต่กำเนิดอย่างเท่าเทียมกันโดยเฉพาะสิทธิที่จะมีชีวิต อิสรภาพ และความมั่นคง การใช้กำลังจึงต้องมีกฎที่เข้มงวดตามกฎหมายภายใต้การควบคุมของผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิด และต้องอยูภายใต้แบบปฏิบัติที่ชัดเจน และหลักพื้นฐานในการใช้กำลังโดยเฉพาะ
ระดับการใช้กำลัง คือแนวทางปฏิบัติในการใช้กำลังของตำรวจตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายในแต่ละประเทศ หรือแต่ละพื้นที่ได้วางแนวทางไว้
การใช้กำลังเฉพาะพื้นที่ หรือเฉพาะปฏิบัติการ หรือยุทธการ ซึ่งผู้มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น ผู้บัญชาการเหตุการณ์ หรือผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่
การจลาจล เป็นรูปแบบหนึ่งของการก่อความไม่สงบต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทรัพย์สินหรือประชาชน ซึ่งมีลักษณะเป็นการปรากฏตัวออกมาทันใดของกลุ่มคนที่ไม่มีการจัดระเบียบและหุนหันพลันแล่นที่จะใช้ความรุนแรง ถึงแม้ว่าอาจมีคนหรือกลุ่มคนพยายามที่จะนำหรือควบคุมการจลาจล แต่ส่วนใหญ่แล้วการจลาจลมักไร้ระเบียบเป็นธรรมดาและแสดงพฤติกรรมฝูง
การจลาจลมักเกิดขึ้นเป็นปฏิกิรยาจากการได้รับความเดือดร้อนหรือการแสดงความไม่เห็นด้วย ในประวัติศาสตร์ การจลาจลเกิดขึ้นเนื่องจากได้รับค่าแรงต่ำหรือคุณภาพชีวิต รัฐบาล การกดขี่ ภาษีหรือการเกณฑ์ทหาร ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มเชื้อชาติ การขาดแคลนอาหารหรือความขัดแย้งทางศาสนา ผลจากการแข่งขันกีฬาหรือความไม่พอใจกับช่องทางของกฎหมายผ่านการแสดงความคับข้องใจ
การจลาจลมักเกี่ยวข้องกับการทำลายทรัพย์สินของรัฐหรือเอกชน ทรัพย์สินที่ตกเป็นเป้าหมายโดยเฉพาะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสาเหตุของการจลาจลและการโน้มเอียงทางความคิด เป้าหมายสามารถรวมไปถึงร้านค้า รถยนต์ ร้านอาหาร สถาบันของรัฐหรือสิ่งก่อสร้างทางศาสนา
ผู้ก่อการจลาจลจำนวนหนึ่งค่อนข้างมีความชำนาญในการทำความเข้าใจและการสกัดยุทธวิธีที่ตำรวจใช้ในสถานการณ์จลาจล คู่มือสำหรับการจลาจลให้ประสบความสำเร็จสามารถเข้าถึงได้บนอินเทอร์เน็ต คู่มือเหล่านี้ยังกระตุ้นให้ผู้ก่อการจลาจลนำสื่อเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากพบว่าการมีกล้องไปด้วยจะมีความปลอดภัยและได้รับความสนใจมากกว่า พลเมืองที่มีกล้องวิดีโอยังสามารถมีผลกระทบต่อทั้งผู้ก่อการจลาจลและตำรวจได้
การรับมือกับการจลาจลมักจะเป็นงานยากของกรมตำรวจบ่อยครั้ง และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกส่งตัวไปรับมือกับการจลาจลมักจะถือโล่ยุทธวิธีและลูกซองปราบจลาจล ส่วนใหญ่เนื่องมาจากการกระจายที่กว้างกว่าของล้ากล้องสั้น ตำรวจยังอาจใช้แก๊สน้ำตาหรือแก๊สซีเอสเพื่อหยุดผู้ก่อการจลาจล ตำรวจปราบจลาจลส่วนใหญ่ใช้วิธีอาวุธไม่ร้ายแรงในการควบคุมฝูงชน อย่างเช่น ปืนลูกซองที่ยิงกระสุนยางและกระสุนถุงตะกั่วเพื่อทำให้ได้รับบาดเจ็บหรือทำให้ผู้ก่อการจลาจลง่ายต่อการจับกุม
ตำรวจมักจะเป็นผู้รับผิดชอบการรับมือกับการจลาจล (การควบคุมฝูงชน) ถึงแม้ว่าวิธีการควบคุมฝูงชนอาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ยุทธวิธีและอาวุธที่ใช้สามารถรวมไปถึงสุนัขจู่โจม ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง กระสุนพลาสติก กระสุนยาง สเปรย์พริกไทย กระสุนถุงตะกั่ว และยุทธวิธีสแนทช์สควอด ซึ่งถึงแม้ว่าจะได้รับการอธิบายว่าเป็นอาวุธไม่ร้ายแรงหรือถึงแก่ชีวิต ก็มีประชาชนบางส่วนที่ได้รับการระบุว่าเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บเนื่องจากการใช้งาน
๔. แนวทางการกำกับและควบคุมฝูงชนตามแนวพุทธ
จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาตำรวจมักจะเป็นผู้รับผิดชอบการรับมือกับการจลาจล (การควบคุมฝูงชน) ถึงแม้ว่าวิธีการควบคุมฝูงชนอาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ยุทธวิธีและอาวุธที่ใช้สามารถรวมไปถึงสุนัขจู่โจม ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง กระสุนพลาสติก กระสุนยาง สเปรย์พริกไทย กระสุนถุงตะกั่ว และยุทธวิธีสแนทช์สควอด ซึ่งถึงแม้ว่าจะได้รับการอธิบายว่าเป็นอาวุธไม่ร้ายแรงหรือถึงแก่ชีวิต ก็มีประชาชนบางส่วนที่ได้รับการระบุว่าเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บเนื่องจากการใช้งาน เราจะทำอย่างไรเพื่อ
พุทธวิธีการที่จะขจัดความรุนแรงเพื่อที่จะทำให้เกิดสันติภาพได้นั้นจำเป็นที่จะต้องเริ่มต้นที่สันติภาพภายในตัวบุคคลด้วยการลดความโลภโกรธหลงก่อนแล้วสันติภาพก็จะสะท้อนออกมาสู่ภายนอกดังที่พระราชวรมุณีได้กล่าวไว้ว่าหากเราไม่มีสันติภาพภายในแล้วก็ยากที่จะทำให้เกิดสันติภาพภายนอกขึ้นเพราะคนที่ไม่มีสันติในใจไม่มีความสงบใจก็จะมีความทุกข์คนที่จิตใจมีทุกข์ก็จะระบายความทุกข์ออกไปทำให้เกิดปัญหาก็คือความทุกข์เมื่อมีปัญหาแก้ไม่ได้ก็หาทางระบายออกจึงทำให้ขาดสันติภาพภายนอกตามมา
การจัดการความรุนแรงโดยพุทธสันติวิธีแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการความรุนแรงที่ประกอบไปด้วยพรหมวิหารธรรมเป็นหลักการสำคัญประกอบไปด้วย “เมตตากรุณามุทิตาและอุเบกขา” พระพุทธเจ้ามักจะใช้ควบคู่กันอยู่เสมอจะเห็นว่าเมื่อพระองค์ใช้หลัก “เมตตาธรรม”ต่อเพื่อนมนุษย์พระองค์ก็มักจะมีใช้หลัก “กรุณา” ควบคู่กันไปด้วยตัวอย่างที่ชัดเจนคือ “พระคุณทั้งสาม” ของพระองค์ได้แก่ “พระบริสุทธิคุณพระกรุณาคุณและพระปัญญาคุณ” หากเทียบหลักการนี้เข้ากับ “พรหมวิหารธรรม” ก็คือ “บริสุทธิคุณ” นั้นเปรียบประดุจ “ความรัก” ที่บริสุทธิ์และงดงามที่พระองค์มีต่อสรรพสัตว์อาศัย “เมตตา” เป็นพื้นฐานจึงทำให้พระองค์มีความ“กรุณา” เสด็จไปโปรดหมู่สัตว์ทั้งหลายที่ประสบปัญหาต่างๆเช่นช่วยเยียวรักษาสภาพจิตของบุคคลที่ต้องสูญเสียญาติอันเป็นที่รักไม่ว่าจะเป็นนางวิสาขานางปฏาจารานางกีสาโคตตมีเป็นต้นและยังรวมไปถึงพระกรุณาที่มีต่อ “พระเทวทัตต์” หรือ “ช้างนาฬาคิรี” ซึ่งไม่ได้แตกต่างไปจากพระกรุณาที่มีพระองค์มีต่อ “ราหุล” แต่ประการใด
ในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนานั้นองค์ประกอบของธรรมาภิบาลเพื่อให้เกิดระบบการบริหารกิจการควบคุมฝูงชนไว้ต่างๆ กัน ดังนี้
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กล่าวว่า องค์ประกอบของธรรมาภิบาลที่เสนอโดย United Nations Development Programme (UNDP) มี ๙ องค์ประกอบ ได้แก่
๑. การมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) ประชาชนทั้งชายและหญิงมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจอย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมโดยตรงหรือทางอ้อมโดยผ่านสถาบันต่างๆ ที่มีอำนาจอันชอบธรรม (Legitimate Intermediate Institution)
๒. กฎหมายที่ยุติธรรม (Rule of Law) การปกครองประเทศจะใช้กฎหมายเป็นบรรทัดฐานและทุกคนเคารพกฎหมาย โดยที่กรอบของกฎหมายที่ใช้ในประเทศต้องมีความยุติธรรมและถูกบังคับใช้กับคนกลุ่มต่างๆ อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน
๓. ความเปิดเผยโปร่งใส (Transparency) กระบวนการทำงานกฎเกณฑ์กติกาต่างๆมีความเปิดเผยตรงไปตรงมาข้อมูลข่าวสารต่างๆ ในสังคมสามารถถ่ายโอนได้อย่างเป็นอิสระ (Free Flow of Information) ประชาชนสามารถเข้าถึงและรับทราบข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณของทางราชการได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ
๔. การมีฉันทานุมัติร่วมในสังคม (Consemsus Orientation) การตัดสินใจดำเนินนโยบายใดๆ ของภาครัฐต้องมีการประสานความต้องการหรือผลประโยชน์ที่แตกต่างของกลุ่มคนในสังคมให้เกิดเป็นความเห็นร่วมกัน (Broad Consensus) บนพื้นฐานของสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดแก่สังคมโดยรวม
๕. กลไกการเมืองที่ชอบธรรม (Political Legitimacy) กระบวนการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองมีความชอบธรรมและเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม เช่น การได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีคุณภาพการมีคณะรัฐมนตรีที่ปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมการมีระบบราชการที่สุจริตโปร่งใสตรวจสอบได้การมีกระบวนการเปิดเผยทรัพย์สินและหนี้สินของนักการเมือง การมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ทำหน้าที่ไต่สวนและวินิจฉัยเจ้าหน้าที่รัฐที่ร่ำรวยผิดปกติ
๖. ความเสมอภาค (Equity) ประชาชนทุกคนมีความสามารถอย่างเท่าเทียมกันในการเข้าถึงโอกาสต่างๆ ในสังคม เช่น โอกาสพัฒนาหรือมีความเป็นอยู่ที่ดี โดยรัฐเป็นผู้จัดสรรสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการโดยเท่าเทียมกัน
๗. ประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Effectiveness and Efficiency) กระบวนการและสถาบันต่างๆ เช่น รัฐสามารถจัดสรรใช้ทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างคุ้มค่าและเหมาะสมเพื่อตอบสนองความต้องการของคนในสังคมโดยรวมรวมถึงการทำงานที่รวดเร็วมีคุณภาพและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
๘. พันธะความรับผิดชอบต่อสังคม (Accountability) การตัดสินใจใดๆ ของภาครัฐภาคเอกชนและภาคประชาชนต้องกระทำโดยมีพันธะความรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองกระทำต่อสาธารณชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับหน่วยงานนั้นโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่ส่วนรวมเป็นหลักและมีจิตใจเสียสละเห็นคุณค่าสังคมที่ตนเองสังกัดอยู่
๙. การมีวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Vision) การที่ผู้นำและประชาชนในประเทศมีวิสัยทัศน์ในการสร้างธรรมาภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
สรุปองค์ประกอบของธรรมาภิบาลเพื่อให้เกิดระบบการควบคุมฝูงชน คือการมีส่วนร่วมในการทำงานของบุคลากรในองค์กร มีการประสานระหว่างบุคลากรและผู้บังคับบัญชา ต้องมีการเปิดเผยการดำเนินงานด้านนโยบายการบริหารแบบหลักธรรมาภิบาลแบบเบ็ดเสร็จ
ดังนั้น ธรรมาภิบาล จึงเป็นแนวทางในการจัดระเบียบ เพื่อให้สังคมของประเทศทั้งภาครัฐภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชนของทั้งประเทศ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และตั้งอยู่ในความถูกต้องเป็นธรรม
หลักธรรมาภิบาล เป็นหลักการบริหารจัดการที่ดี เพราะมีการปรับวิธีคิด วิธีการบริหารราชการของประเทศไทยใหม่ทั้งระบบ โดยกำหนดเจตนารมณ์ของแผ่นดินขึ้นมาเพื่อทุกคนทุกฝ่ายในประเทศร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันจัดการ ร่วมกันรับผิดชอบ แก้ปัญหา พัฒนานำพาแผ่นดินนี้ไปสู่ความมั่นคง ความสงบ-สันติสุข มีการพัฒนาที่ยั่งยืนและก้าวไกลดังพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชที่ว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" หลักธรรมาภิบาล จึงตั้งอยู่บนรากฐานของความถูกต้อง ดีงาม มั่นคง หรือธรรมาธิปไตย ที่มุ่งให้ประชาชน สังคมระดับจังหวัด อำเภอ ตำบลหมู่บ้าน ชุมชนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการคิด การควบคุมในทุกระดับ ปรับวัฒนธรรมขององค์การภาครัฐใหม่ เพราะระบบราชการที่แข็งตัวเกินไป ทำให้ไม่มีประสิทธิภาพและขาดความชอบธรรม กฎเกณฑ์เข้มงวด ช่องทางการสื่อสารขาดตอน รัฐไม่สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ได้ถูกต้อง ทำให้เกิดความขัดแย้ง ช่วงชิงอำนาจและความล้มเหลวของระบบราชการและรัฐบาล จึงทำให้ความคิดเกี่ยวกับ Government เปลี่ยนไปกลับกลายมาเป็น Governance ที่ทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม
๕. ตำรวจควบคุมฝูงชนควรยึดหลักธรรมาภิบาลในพระไตรปิฏก
ในยุคโลกาภิวัตน์สังคมมีปัญหามากมาย นับตั้งแต่ปัญหาพื้นฐานไปจนถึงปัญหาระดับโครงสร้าง ตัวอย่างของปัญหาต่างๆ ได้แก่ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ การเกิดช่องว่างระหว่างความมีกับความไม่มีขยายตัวไปในวงกว้าง ปัญหาด้านสังคมปัญหาด้านการเมืองปัญหาสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย ปัญหาข้อพิพาทระหว่างพรมแดน หลายประเทศประสบปัญหาเพราะไม่สามารถสร้างสันติ ภาพภายในประเทศของตนได้ ปัญหาดังกล่าวกำลังรอแนวทางการแก้ไข ในแวดวงวิชาการปัจจุบันได้มีความพยายามที่จะนำพระพุทธศาสนาเข้าไปผูกพัน (engage) เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสังคม มีความพยายามที่จะตีความพุทธธรรมให้ครอบคลุมปัญหาใหม่ๆ เนื่องจากพุทธศาสนาแบบจารีตที่เน้นการแก้ปัญหาแบบปัจเจกบุคคลไม่เพียงพอต่อการตอบปัญหาของสังคมยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนได้ การแก้ปัญหาความทุกข์ของปัจเจกบุคคลและสังคมสามารถดำเนินควบคู่กันไปได้ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมากล่าวได้ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีความขัดแย้งน้อยที่สุด พระพุทธองค์สามารถสร้างสังคมสงฆ์ขึ้นมาให้เป็นแบบอย่างของรูป แบบการปกครอง หรือรูปแบบการบริหารจัดการในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามบัดนี้พระพุทธศาสนาที่เคยรุ่งเรืองได้ล่วงเลยมาแล้วกว่า ๒๕๕๕ ปี หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามกฎไตรลักษณ์ แต่พระธรรมของพระพุทธองค์ก็ยังคงอยู่ และมีความสำคัญเสมอมาสามารถนำมาปรับประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยได้ ดังความตอนหนึ่งที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า “เราไม่ขัดแย้งกับโลก แต่โลกขัดแย้งกับเรา ผู้กล่าวเป็นธรรมไม่ขัดแย้งกับใครในโลก สิ่งที่บัณฑิตสมมุติว่าไม่มีในโลก แม้เราก็บอกว่าสิ่งนั้นไม่มี สิ่งใดที่บัณฑิตสมมุติว่ามีในโลก แม้เราก็บอกว่าสิ่งนั้นมี... อุบล ปทุม บุณฑริก เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ เติบโตพ้นน้ำ ตั้งอยู่ในน้ำแต่ไม่ติดน้ำ แม้ฉันใด ตถาคตเกิดในโลก เติบโตในโลก ครอบงำโลก โลกฉาบทาไม่ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน” พุทธดำรัสข้างต้นตีความได้ว่า คำว่า“ตถาคต” หมาย ถึง “ธรรม” หรือ “ธรรม” หมายถึง “ตถาคต” ดังพุทธพจน์ว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นตถาคต” ดังนั้นพระธรรมของพระองค์หากรู้จักประยุกต์ใช้ย่อมสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ในโลกได้อย่างแท้จริง
ธรรมภิบาลเชิงพุทธ (Buddhist Good governance) ที่ปรากฏขึ้นในประไตรปิฎก ในอัคคัญญสูตร ทีฆนิกาย เกี่ยวกับการกำเนิดมนุษย์ที่ไม่มีความแตกต่างทางชนชั้น สังคมของมนุษย์เริ่มมีการพัฒนาในสูตรนี้กล่าวว่า การปกครองเริ่มต้นมาจากมนุษย์มีความเกียจคร้านนำข้าวมาเก็บสั่งสมและเกิดความนิยมทำตามกัน เกิดการปักปันกั้นเขตแบ่งส่วนข้าว คนโลภลักส่วนของคนอื่นมาเพิ่มแก่ตน (เกิดอทินนาทาน) เกิดการตำหนิติเตียน การกล่าวเท็จ การทำร้ายลงโทษ การต่อสู้ ผู้มีปัญญาเห็นความจำเป็นต้องมีการปกครองสัญญาประชาคม คือข้อตกลงของมนุษย์ที่จะสร้างสังคมการเมืองและจัดตั้งเครื่องสิทธิอำนาจอธิปไตยขึ้น) เกิดการเลือกตั้ง (นี้เป็นแนวคิดที่สำคัญซึ่งภายหลังต่อมาเรารู้จักกันในนาม) เกิดมีคำว่า “กษัตริย์’ มีคนเบื่อหน่ายความชั่วร้ายในสังคม คิดลอยล้างบาปไปอยู่ป่าบำเพ็ญฌาน บางพวกอยู่ใกล้ชุมชน เล่าเรียนเขียนตำรา เกิดมีคำว่า”พราหมณ์”เป็นต้น คนมีครอบครัวประกอบการอาชีพประเภทต่างๆ เกิดมีคำว่า”แพศย์” คนนอกจากนี้ ซึ่งประพฤติเหลวไหลเลวร้าย ถูกเรียกว่า”ศูทร”’ คนทั้งสี่พวกนั้นบางส่วนละเลิกขนบธรรมเนียมของคน สละเหย้าเรือนออกบวช เกิดมี”สมณ”
พระพุทธเจ้าทรงเปลี่ยนแนวความคิดเกี่ยวกับมนุษย์และจุดมุ่งหมายของมนุษย์จากแนวเดิม ซึ่งเป็นความคิดตามหลักศาสนาพราหมณ์และลัทธิอื่น ๆ พระพุทธองค์ทรงสอนว่า การยึดมั่นในตัวตน (อัตตา) ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นในสังคม ทำให้คนเราคิดถึงตัวเองมากกว่าสังคมส่วนรวมการละตัวตน จะทำให้คนเรามีความสำนึกต่อสังคมได้มากขึ้น การละตัวตนจะต้องอาศัยการจัดระบบสังคมเสียใหม่ แต่การเสนอให้เปลี่ยนแปลงสังคมย่อมติดขัดที่ผู้ปกครองซึ่งรักษาอำนาจของตนเนื่องจากตนมีฐานะที่ดีอยู่แล้ว ดังนั้นหลักธรรมภิบาลก็จะสอดคล้องกับหลักธรรมทางพระพุทะสาสนาที่เรียกว่า “หลักทศพิธราชธรรม ”
หลักทศพิธราชธรรม หมายถึง หลักธรรมที่ใช้ในการปกครองประกอบด้วยหลักธรรม ๑๐ ประการ ได้แก่
๑) ทาน (การให้) คือ สละทรัพย์สิ่งของ บำรุงเลี้ยง ช่วยเหลือประชาราษฎร์และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์
๒) ศีล (ความประพฤติดีงาม) คือ สำรวมกายและวจีทวาร ประกอบแต่การสุจริตรักษากิตติคุณ ให้ควรเป็นตัวอย่าง และเป็นที่เคารพนับถือของประชาราษฎร์
๓) ปริจจาคะ (การบริจาค) คือ เสียสละความสุขสำราญ ตลอดจนชีวิตของตนเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
๔) อาชชวะ (ความซื่อตรง) คือ ซื่อตรงทรงสัตย์ ไร้มารยา ปฏิบัติภารกิจโดยสุจริต มีความจริงใจ ไม่หลอกลวงความขัดแย้งในมิตินี้ ได้ก่อให้เกิดผลลบแก่ สุขภาพจิต ของมนุษย์เพราะว่าจิตของมนุษย์นั้นได้ประสบกับการสูญเสีย ดุลยภาพ อันเป็นการสูญเสียความสมดุล เนื่องจากสถานการณ์ของความขัดแย้งในบางมิตินั้นได้ทำให้จิตมนุษย์กวัดแกว่ง ดีใจบาง เสียใจบ้าง ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสย้ำว่า “กิเลสมาจากการทะเลาะวิวาทกัน เป็นต้น
๕) มัททวะ (ความอ่อนโยน) คือ มีอัธยาศัย ไม่เย่อหยิ่งหยาบคายกระด้างถือองค์มีความงามสง่าเกิดแต่ท่วงทีกิริยาสุภาพนุ่มนวล ละมุนละไม ให้ได้ความรักภักดี
๖) ตปะ (ความทรงเดช) คือ แผดเผากิเลสตัณหา มิให้เข้ามาครอบงำย่ำยีจิตระงับยับยั้งข่มใจได้ มีความเป็นอยู่สม่ำเสมอ หรืออย่างสามัญ มุ่งมั่นแต่จะบำเพ็ญเพียร
๗) อักโกธะ (ความไม



