
ป้องศักดิ์ศรีรัฐสภา
ป้องศักดิ์ศรีรัฐสภา : บทบรรณาธิการประจำวันที่29ก.ย.2556
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 1 ให้รับคำร้องของนายสาย กังกเวคิน ส.ว.ระยอง กับคณะ ที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา 68 กรณีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา กระทำการเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ และคำร้องของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และคณะ กรณีนายสมศักดิ์ และพวกรวม 312 คน เสียบบัตรแทนกัน ไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคสอง
พรรคฝ่ายค้านได้นำเสนอเหตุการณ์เสียบบัตรแทนกันในช่วงลงมติระหว่างการลงมติวาระ 2 แก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของส.ส. และส.ว. ในมาตรา 9 เมื่อวันที่ 10 กันยายน เวลา 17.33 น. กับการพิจารณามาตรา 10 ในวันที่ 11 กันยายน รวมทั้งช่วงลงมติการปิดการอภิปราย และลงมติว่าจะเห็นชอบกับร่างของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ในช่วงเวลา 16.43 น. โดยคลิปที่ปรากฏออกมาชัดเจนภาพ ส.ส. 1 คนลงคะแนน 4 ครั้ง แม้ในช่วงแรกแม้จะมีการปฏิเสธจากพรรคเพื่อไทยว่าเป็นคลิปตัดต่อ กระทั่งส.ส.ของพรรคออกมายอมรับพร้อมทั้งแจงแบบไม่สะทกสะท้าน เรียบๆ ง่ายๆ ว่า ย้ายที่นั่งแล้วลืมบัตรเสียบทิ้งไว้จึงเดินมาเอาคืน
ที่ผ่านมาก็เคยมีข่าวการเสียบบัตรแทนกันในช่วงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และ พ.ร.บ.วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ จนเป็นที่ฮือฮา แต่สุดท้ายเรื่องก็เงียบหายไป แต่ความชัดเจนได้ปรากฏเมื่อครั้งการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ซึ่งเป็นการแก้รัฐธรรมนูญรอบแรกที่ต้องการแก้ไขเพื่อตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ (ส.ส.ร.3) เมื่อปีที่ผ่านมา โดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพฯ ได้นำหลักฐานมีการเสียบบัตรแทนกันในการลงมติมาเปิดเผย จึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบโดยมีนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ขณะนั้นนั่งเป็นประธาน จากนั้นได้มีการนัดประชุมกรรมการเพื่อวางกรอบแนวทางการประชุม และเตรียมเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง แต่สุดท้ายการเคลื่อนไหวของกรรมการชุดนี้ก็เงียบหายไป
หากจะว่าไปแล้วพฤติกรรมในการเสียบบัตรแทนกันของผู้ทรงเกียรติเหล่านี้ กระทำกันมาชนิดที่เรียกว่าซ้ำซากจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วก็ว่าได้ ทั้งที่ ส.ส.และส.ว.ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 122 ระบุชัดเจนว่าสมาชิกคนหนึ่งย่อมมีหนึ่งเสียงในการออกเสียงลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด เพราะฉะนั้นการเสียบบัตรแทนกันจะทำให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ถูกบิดเบือนหรือละเมิด เนื่องจากหนึ่งคนเสียบบัตรไปหลายเสียง
พฤติกรรมเยี่ยงนี้ไม่ต่างอะไรกับการทุจริต ดังนั้นการจะเอาผิดผู้ทรงเกียรติที่อ้างเสมอว่าเป็นตัวแทนของประชาชนด้วยเรื่องจริยธรรมเพียงอย่างเดียวคงจะไม่พอและถูกต้องนัก อีกทั้งการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการจริยธรรมยังแฝงไปด้วยความอ่อนแอและเล่นพรรคเล่นพวก จึงยากที่จะนำคนผิดมาลงโทษ เมื่อเป็นเช่นนี้ทุกฝ่ายควรต้องช่วยกันรณรงค์เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของสภาไทยให้มีความศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงยับยั้งวงจรอุบาทว์ที่บั่นทอนระบบรัฐสภาลงให้ได้



